โรงไวน์ Church Road, Napier – New Zealand 2014 ตอนที่ 4.3

หลังจากทานข้าวที่ร้าน Ujazi เสร็จก็เข้าสู่ไฮไลท์ช่วงแรกของทริป NZ 2014 ในครั้งนี้ คือเริ่มตะลุยโรงไวน์ต่างๆ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เรามีความสุขมาก ก่อนหน้านี้เราไม่เคยทัวร์โรงไวน์เลย เคยแต่ไปโรงเหล้าและโรงเบียร์ เช่นที่ Dewar’s Whiskey Distillery หรือ Yamazaki Distillery ของ Suntory การมาเยือนโรงไวน์ในทริปนี้เลยทำให้เราได้เข้าใจกระบวนการขั้นตอนการผลิตแบบเห็นของจริง หลังจากที่อ่านมาในหนังสือ

เกริ่นเรื่องไวน์คร่าวๆ ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นโปร หรือกูรูใดๆ เป็นเพียงคนที่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะขอเล่าตามที่พอรู้เพื่อให้ผู้ที่ไม่สันทัดอ่านตามได้เข้าใจขึ้นเล็กน้อย แต่อาจจะไม่ดีเทลมากมายนะครับ

ไวน์ New Zealand นับเป็นหนึ่งในไวน์โลกใหม่ ตัวอย่างไวน์โลกใหม่อื่นๆก็เช่น ออสเตรเลีย ชิลี อเมริกา แอฟริกาใต้ พูดง่ายๆก็คือนอกยุโรปนั่นเอง ถ้าเป็นไวน์โลกเก่าก็จะมี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เป็นต้น นอกจากสถานที่แล้ว กระบวนการผลิตของแต่ละที่ก็จะต่างกันไป สำหรับไวน์ New Zealand พันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงก็คือ ไวน์ขาว Sauvignon Blanc ส่วนไวน์แดงจะมีพันธุ์ที่เด่นคือ Pinot Noir, Syrah และการเบลนด์หลายๆพันธุ์สไตล์ Bordeaux


สำหรับองุ่นแล้วพันธุ์เดียวกัน ปลูกคนละที่ก็รสชาติต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับทั้งดิน ฟ้า อากาศ อุณหภูมิ แต่ละพันธุ์ก็จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ สภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ไวน์นั้นนอกจากจะบอกพันธุ์แล้วก็จะบอกแหล่งปลูก (region) ด้วยว่ามาจากที่ใด  ลองมาดูกันว่าNZ มีกี่ region และปลูกองุ่นพันธุ์อะไรกันบ้าง

NZ_Wine_Region
แผนที่แสดง region ของไวน์ New Zealand (ขอบคุณรูปจากเว็บ nicks.com.au)

Region ที่มีชื่อเสียงก็คือ Central Otago, Canterbury, Marlborough, Martinborough และ Hawke’s Bay
โดยจุดที่เรากำลังจะไปวันนี้นั้นอยู่ใน region Hawke’s Bay ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเหนือ องุ่นพันธุ์ที่มีชื่อเสียงก็คือ Cabernet, Cabernet Franc, Merlot, Shiraz(Syrah) และ Pinot Noir ส่วนไวน์ขาวจะเป็นพันธุ์ Chardonnay

ตอนที่หาข้อมูลมาก็ทำให้ทราบว่าจากที่ Napier นี่จะมี Classic Wine Trail เป็นเส้นทางที่เราจะสามารถขับชิมไวน์แวะไร่องุ่นลงใต้ไปเรื่อยจนข้ามฝั่งไปจบที่เมือง Blenheim ด้านบนของเกาะใต้ โปรแกรมนี้เลยถูกจัดเข้ามาในทริปทันที

เกริ่นมาซักพัก ก็ถึงเวลาไปดูของจริง โรงไวน์โรงแรกที่เราจะไปเยี่ยมชมในทริปนี้คือ Church Road Winery ที่อยู่ด้านตะวันตกของเมือง Napier เป็นโรงไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดโรงหนึ่งของ NZ ก่อตั้งเมื่อปี 1897 เรียกว่ากว่า 100 ปีมาแล้ว ซึ่งตัวโรงไวน์ปัจจุบันก็ยังอยู่ในบริเวณเดิม ไม่ไกลจากที่ก่อตั้ง

ที่นี่มีครบทั้งทัวร์โรงไวน์ พาชมพิพิธภัณฑ์ ชิมไวน์ และขายไวน์ โดยทัวร์จะมีวันละ 2 รอบคือ 11 โมง กับ บ่าย 2 โมง ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่าโทรจองดีกว่าเพื่อความชัวร์

NZ14_0279
ด้านหน้าของโรงไวน์ ป้ายชัดเจนครับ
NZ14_0278
วันนี้เปิดให้เยี่ยมชมได้ครับ
NZ14_0280
ถ้าเราไม่ขับมาเองก็สามารถซื้อทัวร์จากในตัวเมืองได้ โดยทัวร์พวกนี้ก็จะพาไปทุกโรงดังๆ และรวมค่าชิมไวน์กับอาหารให้ด้วย
NZ14i_0104
ตัวอย่างของโปรแกรมทัวร์โรงไวน์
NZ14i_0105
ไป 4 โรง แล้วก็มีข้าวเที่ยงกับชีสให้ด้วย
NZ14_0281
มีโต๊ะ outdoor ในช่วง summer สามารถมานั่งจิบไวน์ได้เลย
NZ14_0282
บริเวณทางเข้า wine Cellar และร้านอาหาร
NZ14_0364
มีกลุ่มคุณลุงคุณป้ามาเทสติ้งอยู่ เราก็เข้าไปแจ้งความประสงค์ว่าจะขอเดินทัวร์โรงไวน์ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 15 NZD
NZ14_0284
ระหว่างรอเวลารอบเดินทัวร์โรงไวน์ ก็เดินถ่ายรูปไวน์ที่มีขายเล่นไปก่อนครับ
NZ14_0285
พวกนี้จะแพงหน่อยเป็นตัวสูงสุดของ Church Road เรียกว่า ‘Grand Reserve’
NZ14_0286
‘Grand Reserve’ ราคาจะราวๆ 40 NZD ถ้าแพงกว่านี้ก็จะเป็นตัวพิเศษที่มีชื่อว่า ‘TOM’
NZ14_0287
องุ่นแต่ละพันธุ์ก็จะราคาต่างกันไป
NZ14_0283
Wine Tasting วันนี้ เป็นองุ่นพันธุ์ Marzemino และ Sauvignon Gris
NZ14_0288
มีห้องอาหารด้วย แต่ไม่ได้เปิดทุกวัน อาจจะปิดในบางช่วง ต้องดูจากในเว็บไซต์อีกทีครับ
NZ14_0289
พอถึงเวลา 14.00 พนักงานสาว 2 คนก็มารับแนะนำตัวและเริ่มพาทัวร์ วันนี้มีบ้านเรากรุ๊ปเดียวครับ ในรูปคือองุ่นกำลังถูกเอาขึ้นจากรถไปยังเครื่องบด
NZ14_0290
เครื่องบดองุ่น ตัวน้ำที่ได้ออกมาก็จะถูกส่งไปยังถังอีกส่วนหนึ่ง แนะนำว่าให้อ่าน ขั้นตอนการผลิตไวน์แบบคร่าวๆ เพื่อจะได้เข้าใจ ลำดับการทำงานครับ
NZ14_0291
แทงค์ในการหมักไวน์ ขั้นตอนแรกเป็นสแตนเลสครับ
NZ14_0293
การเคลื่อนย้ายน้ำองุ่นจะส่งผ่านท่อเอา
NZ14_0294
มาหมักต่อในถังไม้
NZ14_0296
เสร็จก็ไปใส่ถังไม้โอคเล็กๆ เมื่อได้ระยะเวลาที่กำลังก็จะนำมาผ่านวิธีการต่างและบรรจุใส่ขวดเพื่อออกวางจำหน่ายครับ
NZ14_0297
แทงค์ขนาดใหญ่ด้านนนอกอาคาร
NZ14_0298
เจ้าหน้าที่พาเราลอด เพื่อจะไปยังตึกเก่าแก่ของ Church Road
NZ14_0299
ด้านขวามือเป็นเนินเขา ซึ่งมีการปลูกองุ่นอยู่ด้วย
NZ14_0300
นี่หละครับไร่องุ่นบนไหล่เขา
ChurchRoad-pano-thumb
พานอรามา
NZ14_0301
เดินต่อมาอีกนิดนึง
NZ14_0302
ก็จะเจอกับตึกเก่าดั้งเดิมของที่นี่ ตึกนี้เป็นโรงงานแห่งของ Church Road
NZ14_0314
สภาพก็เริ่มดูเก่าแก่มากแล้ว แต่ยังสะอาดสะอ้านอยู่
NZ14_0303
โดยในปัจจุบัน ไม่ได้ใช้ในการผลิต แต่เป็นส่วนที่ยังใช้ในการบ่มหมักอยู่
NZ14_0304
เจ้าหน้าที่พาเข้าไปดูด้านใน
NZ14_0305
ถังไม้โอ๊ควางอยู่เป็นพรึ่ด
NZ14_0306
ถังพวกนี้ส่วนใหญ่จะมาจากฝรั่งเศส เป็นถังไม้โอ๊คทำมือ ราคาต่อใบหนึ่งค่อนข้างสูง
NZ14_0307
การบ่มน้ำไวน์ในถังจะช่วยเพิ่ม ทั้งความหอม ความนุ่มนวล ทำให้รสชาติดีขึ้น ไม่บาดคอ ยิ่งหมักนานก็จะยิ่งดี ทำให้ราคาไวน์สูงตามระยะเวลาในการหมักไปด้วย
NZ14_0309
มุมนี้เป็นมุมยอดนิยมครับ
NZ14_0312
ตีตราว่ายี่ห้อ Saury จากฝรั่งเศส
NZ14_0315
ออกมาด้านนอกอีกครั้ง เจ้าหน้าที่พาเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อลงไปด้านล่างของตึกนี้
NZ14_0319
ด้านล่างเป็นส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์เล่าความเป็นมาของ Church Road Winery โดยที่แต่เดิมนั้น ห้องใต้ดินนี่เป็นที่หมักบ่มน้ำองุ่น พอจะใช้ก็สูบขึ้นไป ผ่านท่อตรงมุมห้อง ปัจจุบันเอาปูนโบกไปหมดแล้วตามรูป
NZ14_0318
มีตู้เก็บไวน์ขวดเก่าแก่เอาไว้
NZ14_0317
ไม่น่าจะดื่มได้แล้วหละ
NZ14_0316
ภายในก็จะมีอุปกรณ์การผลิตไวน์แบบโบราณแสดงให้ดู
NZ14_0320
เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ
NZ14_0321
ทั้งการปลูก และเก็บเกี่ยว
NZ14_0322
แผนที่ของ Church Road Winery
NZ14_0326
อันนี้เป็นความรู้ใหม่อีกอย่างของเรา ไอ้แผ่นนี้มันคืออะไรรู้ไหมครับ ?
NZ14_0325
มันจะคืออะไรสำหรับการผลิตไวน์หนอ
NZ14_0324
พอเป็นรูแบบนี้นึกออกรึยังครับ ใช่แล้วครับ มันคือ จุกคอร์ก ปิดขวดนั่นเอง ไม่เคยรู้ว่ามันจะเป็นเปลือกไม้แผ่นๆแบบนี้แล้วมันตัดเป็นกลมๆ
NZ14_0329
ตัดมาจากต้นมันแบบนี้เลย
NZ14_0327
แล้วก็มันตัดออกเป็นจุก อันนี้เป็นเครื่องแบบโบราณนะครับ
NZ14_0330
หุ่นจำลองแสดงขั้นตอนการผลิตไวน์ของ Church Road
NZ14_0332
อุปกรณ์สำหรับบดองุ่น
NZ14_0331
เครื่องบดอีกแบบหนึ่ง ใช้ในช่วง 1920-1930
NZ14_0333
คำอธิบายเรื่องการบดและคั้นน้ำองุ่น
NZ14_0334
หุ่นคนจำลองแสดงวิธีการใช้งานเครื่องบด
NZ14_0336
หุ่นจำลองแสดงการผลิตแชมเปญ หรือไวน์แบบมีฟองนั่นเอง
NZ14_0335
คำอธิบายการผลิตแชมเปญ
NZ14_0337
การผลิตถังบาร์เรลสำหรับใส่น้ำไวน์
NZ14_0338
คำอธิบาย
NZ14_0340
อุปกรณ์ต่างๆ
NZ14_0339
คำอธิบาย
NZ14_0342
อุปกรณ์ต่างๆในการกรองสิ่งที่ไม่ต้องการออก
NZ14_0341
คำอธิบาย
NZ14_0343
ดูดน้ำองุ่นมาใส่บ่อไว้
NZ14_0344
ทีมงานของ Church Road
NZ14_0345
ภาพมุมสูงแสดงพื้นที่ของ Church Road Winery
NZ14_0347
มาอีกห้องจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของไวน์
NZ14_0348
การขนส่งไวน์ของชาวกรีกโบราณ
NZ14_0346
ภาชนะเป็นดินเผาแบบนี้
NZ14_0349
มาอีกห้องเป็นส่วนที่เก้บไวน์ปีเก่าๆเอาไว้
NZ14_0350
ขวดนี้เป็น Cabernet Sauvignon ปี 70 และ 71
NZ14_0351
ขวดนี้ปี 69 เลย
NZ14_0352
ปี 72 ซึ่งขวดเหล่านี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่น่าจะทานได้แล้ว น่าจะกลายเป็นน้ำส้มสายชูหมดแล้ว
NZ14_0353
จบจากส่วนพิพิธภัณฑ์ เดินออกมาก็เป็นห้องเก็บถังไวน์ ซึ่งเป็นของปัจจุบัน เอามาทานได้จริง อยู่ในขั้นตอนการบ่มหมักอยู่
NZ14_0354
อากาศในส่วนนี้จะเย็นๆชื้นๆกว่าด้านนอก
NZ14_0355
พอออกมาด้านนอกคราวนี้ออกจากส่วนตึกเก่าแล้ว เป็นโรงหลังคาสูง
NZ14_0356
แปะบาร์โค้ดเอาไว้ด้วยเพื่อสะดวกในการตรวจสอบว่าเป็นองุ่นพันธุ์อะไร ปีไหน
NZ14_0357
เดินชมจนเรียบร้อยก็กลับมาที่อาคารด้านหน้า เพื่อทำการชิมไวน์ ซึ่งราคาค่าทัวร์รวมค่าชิมอยู่แล้ว สำหรับการชิมไวน์ (Wine Tasting) บางที่จะฟรีบางที่จะคิดเงิน แต่ส่วนมากถ้าซื้อกลับก็จะใช้ ค่าชิมเป็นส่วนลดในการซื้อได้ด้วย
NZ14_0358
ปกติมักจะเริ่มด้วยไวน์ขาวเพราะมีรสที่อ่อนกว่า
NZ14_0359
ระหว่างชิม เจ้าหน้าที่ก็จะเล่าอธิบายเกี่ยวกับไวน์ตัวนั้นๆให้ฟัง
NZ14_0360
ตัวไหนมีกลิ่นเป็นอย่างไร รสคล้ายอะไร เหมาะกับอาหารชนิดไหน
NZ14_0361
อันนี้เป็นรูปคุณแม่ผมเองครับ 😀
NZ14_0362
เปลี่ยนมาเป็นไวน์แดงบ้าง
NZ14_0363
รูปนี้ถ่ายขาดไปหน่อย แก้วไหนเราทานแล้วไม่ชอบ หรือไม่อยากดื่มจนหมดก็สามารถเทใส่ถังที่เค้าเตรียมมาได้เลย ไม่ถือเป็นการเสียมารยาทนะครับ
NZ14_0365
ชิมไปหกตัวได้ เริ่มพริ้ว
NZ14_0367
ชิมเสร็จถูกใจตัวไหนก็ซื้อกลับไปทาน หรือไปฝากเพื่อน
NZ14_0368
สำหรับราคานั้น มาซื้อถึงที่ไม่ได้แปลว่าจะได้ราคาถูกเป็นพิเศษ หลายๆตัวเราดูราคาเปรียบเทียบกับ supermarket กลายเป้นข้างนอกถูกกว่าที่โรงงานอีก ฉะนั้นต้องเช็คราคาดีๆ หรือซื้อตัวหายากจะดีกว่าครับ
NZ14_0369
ขวดนี้เป็นตัว Syrah ธรรมดา ไม่ใช่รุ่นพิเศษ

เรียกว่าเต็มอิ่มและได้ความรู้ใหม่ๆ ในการทำไวน์ รวมทั้งได้เห็นของจริงหลังจากเคยอ่านแต่ในหนังสือ แล้วก็ได้ชิมไวน์หลายตัวด้วย สำหรับที่ Church Road Winery นี้ ตัวที่เราชิมแล้วถูกใจก็จะเป็น Rosé และ Sauvignon Blanc พวกไวน์แดงไม่ค่อยโดนเท่าไหร่สำหรับโรงนี้ ใครเป็นคอไวน์ อยากดูการผลิตของจริงเป็นโรงที่น่ามาเดินทัวร์ครับ

Church Road Winery – Napier, Hawke’s Bay
เบอร์ : +64 6 844 2053
เปิด : Cellar Door – Summer : 10.00-17.00, Winter : 10.30-16.30
ร้านอาหาร – Summer : 11.00-15.00, Winter : 11.30-14.30
ปิดวันหยุด Public Holiday
เว็บไซต์
foursquare

ทัวร์ชมโรงไวน์และพิพิธภัณฑ์มีวันละ 2 รอบ 11.00 และ 14.00 ค่าชม 15 NZD รวมค่า Wine Tasting

แผนที่โรงไวน์ Church Road Winery

Similar Posts

  • |

    ข้าวหมูทอดร้าน Katsureitsu Tei เมือง Kumamoto – Kyushu 2014 ตอนที่ 4.4

    หลังจากเดินเล่นจนเย็นที่ปราสาท Kumamoto กรุปเราตัดสินใจทานข้าวที่นี่ก่อนขึ้นรถไฟกลับไปยัง Fukuoka เพราะว่าเริ่มเย็นและหิวแล้ว หิ้วท้องไปจนถึง Fukuoka อาจจะเป็นลมไปก่อน สำหรับร้านที่ไปทานนั้นเป็นร้านยอดนิยมร้านหนึ่งของ Kumamoto มีคนไทยรีวิวไว้เยอะแยะมากมายครับ คะแนนใน Tabelog ก็สูงพอสมควร ร้านนี้ชื่อว่า Katsureitsu Tei (勝烈亭) เป็นร้านข้าวหมูทอด หมูทอดแบบชุบแป้งทอดที่เรียกว่า ทงคัตสึ นั่นเองครับ ไปถึงร้านช่วงหัวค่ำตอนแรกก็ลุ้นว่าจะต้องรอคิวนานไหม สรุปว่าโชคดีได้โต๊ะเลย ร้านนี้มีเมนูเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้สะดวกในการสั่งครับ รายการอาหารก็จะมีหมูสันใน สันนอกแบบธรรมดา และแบบพิเศษ แล้วก็จะมีกุ้งด้วย

  • |

    TAP The Ale Project คราฟท์เบียร์บาร์ สถานี Mong Kok – Hong Kong

    จากงาน Beertopia วันที่ 2 ผมออกเดินทางมาที่ย่าน Mong Kok ย่านขายของวัยรุ่นยอดนิยม พวกเสื้อผ้า รองเท้านี่ติดกับเป็นแผงเลยครับ ค่อยๆ เดินลัดเลาะไปจนถึงร้าน ‘TAP’ ที่ย่อมาจาก TAP The Ale Project บรรยากาศคืนวันเสาร์คนเยอะแน่นร้านครับ เกือบจะไม่ได้ที่แล้ว ได้ไปยืนอยู่ที่ปลายโต๊ะยาวกลางร้านครับ ได้เจอทีมคนไทยที่มาในงาน Beertopia ด้วยเช่นกัน ร้านนี้มีเบียร์สดทั้งหมด 18 แทป เป็นทั้งคราฟท์นำเข้าจากต่างประเทศผสมกับแบรนด์ที่ต้มในฮ่องกงครับ สำหรับอาหารก็มีเป็นของทานเล่นแล้วก็มีแซนด์วิชเป็น Signature ของร้านครับ ผมอิ่มแล้วเลยได้ลองแค่อย่างเดียว

  • มหาวิหารแห่งเมืองมิลาน (Duomo di Milano) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 6

    เราเดินทางจากเมือง เมสเตร้ มายังเมืองมิลาน ในตอนเย็นของเมื่อวาน ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ แล้วก็เข้าพักที่โรงแรม Star Hotel ECHO อยู่ใกล้ๆสถานนีรถไฟเลยครับ สำหรับ มิลาน เป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งของอิตาลี อยู่ทางตอนเนือของประเทศ มีชื่อเสียงเรื่องของแฟชั่น ศิลปะและ ที่คนไทยคุ้นก็คือทีมฟุตบอลดัง 2 ทีม คือ AC Milan และ Inter Milan โดยสถานที่ที่เรามาเที่ยววันนี้ก็คือ มหาวิหารแห่งเมืองมิลาน (Duomo di Milano) หรือที่หลายคนเรียกว่า วิหารเม่น เพราะตัวอาคารจะมียอดแหลมเต็มไปหมด (เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิค)

  • |

    Craftheads ร้านคราฟท์เบียร์ย่าน Shibuya

    แวะชิมร้านคราฟท์เบียร์ย่าน Shibuya อีกหนึ่งร้านครับ หลังจากที่คราวก่อนแวะไป GoodBeer Faucets แล้ว ทริปนี้ไปลองอีกหนึ่งร้านที่จดเอาไว้ในลิสต์ครับ ตัวร้านอยู่ทางทิศเหนือของสถานีไปประมาณ 750 เดินเหนื่อยนิดหน่อย ยิ่งช่วงที่ไปเป็นหน้าร้อน ไปถึงร้านเล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน ร้านอยู่ชั้นใต้ดินครับ วันที่ไปเป็นเย็นวันศุกร์สิ้นเดือน ช่วงหัวค่ำโต๊ะเต็มหมด เลยต้องยืนแปะๆ อยู่ซักพักใหญ่ๆ กว่าจะมีโต๊ะอื่นออก สุดท้ายถึงได้นั่งบริเวณบาร์ครับ บรรยากาศร้าน Craftheads จะดูมืดๆนิดหน่อย เทียบกับร้านคราฟท์เบียร์ในโตเกียวเจ้าอื่นที่ผมเคยไปมา นอกจากที่ร้านจะมีคราฟท์เบียร์แล้วก็ยังมีขายพวก bourbon อะไรอย่านี้ด้วยครับ เป็นสไตล์แบบอเมริกันๆ สำหรับอาหารที่นี้ก็มีเยอะพอสมควร จะเป็นพวกเบอร์เกอร์ พิซซ่าครับ

  • |

    รีวิวโรงแรม Tuve สถานี Tin Hau – Hong Kong

    เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ผมเดินทางไปงาน Beertopia ที่ Hong Kong ผมพักที่โรงแรมบนฝั่ง Hong Kong ชื่อว่า TUVE ครับ อยู่แถวสถานี Tin Hau เลยจากสถานี Causeway Bay มาหนึ่งสถานีครับ ตอนหาก็พยายามจะหาให้อยู่ใกล้ๆกับที่จัดงาน แต่สุดท้ายทำไมมาลงตรงนี้ไม่รู้ ฮ่าๆ เดินทางไปงานตรง Central Harbour Front Event Space สถานที่จัดงานใช้เวลาเดิน+นั่งรถไฟรวมราวๆ 30 นาทีครับ ตัวโรงแรมเป็นตึกแคบๆ แต่สูงมาก ด้านหน้าไม่มีป้ายอะไร ตอนมาถึงทีแรก ยังงงๆ ว่ามาถูกรึเปล่า ด้านหน้าตกแต่งดูดำๆ คลุมโทน ผสมกับเหล็กสนิมๆ และปูนเปลือย ดูเท่ๆ พอขึ้นลิฟต์มาถึง reception รู้สึก เออ โรงแรมแม่งเท่จริง เหมือนเข้ามาในฐานลับอะไรซักอย่าง

  • ชมดอกไม้ที่ Farm Tomita Furano – Hokkaido ตอน 7.1

    วันนี้เราออกไปนอกตัวเมือง Asahikawa อีกหนึ่งวัน เมืองจุดหมายของเราวันนี้คือเมือง Furano (富良野) Furano อยู่ทางใต้ของ Asahikawa ไปประมาณ 60 กิโลเมตร ถ้าเดินทางด้วยรถก็ใช้เวลาประมาณ 1.15 ชั่วโมง เส้นทางก็จะเป็นเส้นทางเดียวกับการไปเมือง Biei แต่วิ่งลงใต้ไปอีก ที่ Furano สถานที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นพวกสวนดอกไม้ ฟาร์ม และโรงงานไวน์/ชีส ที่แรกที่เรามาคือ Farm Tomita ซึ่งรู้ล่วงหน้ามาแล้วว่าไม่มีดอกไม้ (ดูมาจากเว็บไซต์) เพราะเรามาเร็วไปและปีนี้อาการค่อนข้างแปรปรวน แต่ก็ตั้งใจจะมาดูดอกไม้ในเรือนกระจก และกินไอศกรีมลาเวนเดอร์


แสดงความคิดเห็น