Mikkeller Beer Celebration Copehagen 2018 ดื่มคราฟท์เบียร์ 800 ตัวที่ Copenhagen – Denmark

ตั้งแต่เริ่มดื่มคราฟท์เบียร์มา แบรนด์แรกๆที่ผมรู้จักก็คือ Mikkeller เพราะมีร้านอยู่ที่เอกมัย มีเบียร์แปลกๆ เด็ดๆ จากเดนมาร์กและอีกหลายแบรนด์เข้ามาขายให้นักดื่มได้ลองอยู่เรื่อยๆ รวมถึงอาร์ตเวิร์คที่เป็นเอกลักษณ์ติดตา และตัวร้านที่มีบรรยากาศให้อารมณ์แบบสแกนดิเนเวียน ไม้ๆ คลีนๆ

ทีนี้ย้อนไปปี 2016 ผมมีโอกาสได้มาโคเปนฮาเกน 3-4 วัน ทริปนั้นก็ตระเวนเก็บร้านคราฟท์เบียร์ไปได้หลายร้านครับ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ คืออยากมางาน Mikkeller Beer Celebration ที่จัดทุกปีช่วงเดือนพฤษภาคม ครั้งแรกจัดเมื่อปี 2012 ตอนนั้นยังชื่องาน Copenhagen Beer Celebration อยู่ มาของปี 2018 นี่ก็เริ่มขายตั๋วตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2017 ชนิดของตั๋วจะมีแบบที่ซื้อแยกเป็น session หรือ ซื้อเหมารวมทุก session ก็ได้ครับ

โดยงานจะมี 2 วัน แต่ละวันมี 2 ช่วง เริ่ม 10.00-14.00 พัก 2 ชั่วโมงแล้ว ลุยต่อตอน 16.00-20.00 ซึ่งถ้าจะเข้าทุก session ก็ต้องซื้อบัตรชมพู จะคุ้มค่าที่สุด แน่นอนว่าหมดอย่างรวดเร็วเป็นชนิดแรก ทีนี้มันจะมีบัตรทอง ที่สามารถเข้าได้ทุก session เหมือนกัน รวมถึงเข้า session ที่ 5 ในวันอาทิตย์ได้และยังมีของที่ระลึกพิเศษให้ด้วย ราคาบัตรค่อนข้างโหดร้ายนิดนึงครับ แต่ชมพูหมดแล้ว บินไปตั้งไกล ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมก็เลยกดบัตรทองตามระเบียบครับ

ตัดภาพมาที่วันงาน ผมถึงสนามบินประมาณ 9.45 งานเริ่ม 10.00 แปลว่า session แรก ไปไม่ทันวิ่งเข้าคิวตัวหายากแน่นอน ผมก็นั่งรถไฟจากสนามบินมาสถานี Copenhagen Central Station แล้วก็เดินเอากระเป๋าไปเก็บที่พัก Airbnb ซึ่งอยู่ไม่ไกล อยู่ใกล้ๆ ร้าน Kihoskh เสร็จก็เดินกลับมาเข้างาน

โดยเอาตั๋วที่ปรินท์มาแลกเป็น สายแปะข้อมือแล้วก็รับแก้ว สายข้อมือนี่ใช้สามวันติด อาบน้ำอะไรก็ห้ามทำขาด ไม่งั้นอดเข้า ฮ่าๆ เข้าไปปุ๊บก็จะเป็นฮอลล์กว้างๆ แต่ไม่สูง คนค่อนข้างเยอะพอสมควร กระจายตัวตามบูทต่างๆ

ด้านหน้า Øksnehallen สถานที่จัดงานครับ
เอาตั๋วที่ปรินท์มาแลกเป็น tag ข้อมือ
พร้อมแก้วหนึ่งใบเพื่อลุยงานทั้งสามวัน ถ้าแก้วแตกซื้อใหม่ 100 DKK ประมาณ 520 บาทครับ
รายชื่อโรงเบียร์ที่มาร่วมงานทั้งหมด
แผนผังบอกว่าแต่ละเจ้าอยู่ตรงไหนในฮอลล์บ้าง
บัตรทองจะได้รับของที่ระลึกพิเศษ 1 ชุดครับ
เข้ามาด้านในฮอลล์ คนเพียบ
ผมประเดิมแก้วแรกที่บูธ The Veil จากอเมริกา
ชื่อ Never Never Scared Scared เป็นสไตล์ Gose 5.1% รสแบบน้ำฝรั่งเลย
ต่อด้วยแก๊งอังกฤษ Deya Verdant Cloudwater พ่วงหนึ่งสวีเดน Dugges
แก้วนี้จาก Verdant ชื่อ We’ve… Met Before? เป็น IPA ที่คอแลบกับ Magic Rock แอลกอฮอล์ 6.5% ดื่มลื่นเลยครับ ฮอปส์โทนส้ม ขมติดลิ้น กินง่าย
DEYA จากอังกฤษ session นี้เป็น Blonde Ale และ Pale Ale
ต่อด้วย Other Half และ Prairie
ผมลอง The Green In Your Area เป็น Double IPA 8.7%
ไม่ไกลกันมีบูธขายชีสอยู่ครับ
มี 4 ชนิด ราคาถ้วยละ 40 DKK ประมาณ 200 กว่าบาท
ชีสอร่อยและแปลกดีครับ มีชิ้นนึงเป็นรสแบบกาแฟ อีกชิ้นเค้าใส่ฮอปส์รสแบบฮอปส์สดแช่น้ำเลย บลูชีสก็อร่อย
บรรยากาศภายในงาน
ตัวนี้ Infinity Vortex เป็น Northern Monk คอแลบกับ Other Half และ Equilibrium
นอกจากเบียร์ก็ยังมีบูธกาแฟให้จิบแก้มึนด้วยครับ บูธนี้ Coffee Colective ของเดนมาร์ก
ออกมาพักหายใจด้านนอกบ้างครับ อากาศดี แดดแรงนิดหน่อย แต่ก็เย็นสบาย
บรรยากาศลานด้านนอก
มีอาหารมาขายประมาณ 6-7 เจ้า
ท้องเริ่มหิวก็เลยมาสั่งราเม็งทาน
เป็นของ Ramen To Biiru นั่นเอง ซึ่งไม่อร่อยเลย ฮ่าๆ เส้นนุ่มแต่ซุปไม่ผ่านครับ
อีกบูธนึงที่แปลกตาก็คือมีสตูดิโอสักมาด้วยครับ Crooked Moon Tattoo จากสวีเดิน (มีเบียร์ Mikkeller ชื่อนี้ด้วย)
เลือกลาย
แล้วก็สักได้เลย
ต่อที่เบียร์สีสวย Mr. Pink เป็นเบียร์ IPA ใส่ Beetroot จากแบรนด์ To Ol ครับ
มาที่บูธ Bottle Logic จากอเมริกา
ลองตัว Dekkera Colony เป็น Brett IPA ดรายฮอปส์ด้วย Mosaic และ Simcoe แอลกอฮอล์สูง 8.57%
หนึ่งตัวที่ผมชอบมาในงานนี้คือ Planets Gotta Roll จากแบรนด์ Monkish เป็น Double IPA ที่ดรายฮอปส์ด้วย Galaxy แอลกอฮอล์สูง 8.2% รสหวาน ตามด้วยเปรี้ยวกำลังดี บอดี้กลาง ดื่มลื่นมาก ชอบมากครับ
LIC – Hallows เป็น Double IPA 8.5% ตัวนี้ไม่ค่อยโดนครับ ไม่ชอบกลิ่น
เจ้านี้เพื่อนสิงคโปร์บอกให้ลอง Cycle จากอเมริกาครับ
เป็น Imperial Stout ชื่อ Rare DOS 10.5% กลิ่นถังชัด บอดี้ไม่หนามาก อร่อย
ในงานยังมีมุมของ Mikkeller Running Club มีลู่วิ่งกันในงานเลย
ถึงเวลาจบ session แรกก็เดินออก มีป้ายแผนที่บอกทางเดินไปร้าน Warpigs และ Mikkeller General Store ให้พักก่อนต่อตอนเย็น
ช่วง 15.30 ด้านหน้าฮอลล์เริ่มแน่นอีกรอบ เป็นชาวบัตรทองที่รอเข้าก่อน 20 นาทีครับ
รอกันแน่นหน้าประตู
รอบนี้ผมได้เข้ามาก่อนก็เลยไปต่อแถว 3 Floyds
คิวยาวเลยครับ 3 Floyds
ตัวที่เสิร์ฟคือ Dark Lord ปี 2018 Imperial Stout 15% บานลานซ์ลงตัวสวยงาม แต่หวานไปนิดสำหรับผม
ต่อด้วย Fundamental Observation จาก Bottle Logic เป็น Imperial Vanilla Stout เอจในในถัง Bourbon 13.6%
ตัวนี้ไม่ได้เป็นสดนะครับ แต่รินเสิร์ฟจากขวด
แล้วก็ Tired Hands
ตัวที่ลองคือ Milkshake Double IPA 7.2% ครับ จืดไปหน่อย
บรรยากาศในงาน
ยังเป็นโรงอเมริกาครับ Finback
ได้ลองตัว The Hawk & Whale ตัวนี้คอแลบกับ Horus Aged Ales เป็น Imperial Stout ใส่กาแฟ Kopi Luwak และ ฮาเซลนัท เนื้อเนียนนุ่มละมุน บอดี้หนา กลิ่นหอม ได้อารมณ์ Omnipollo เลยครับ ชอบ
อีกเจ้าที่มีคิวตลอดก็คือ Angry Chair ครับ ตัวนี้ Double Barrel Popinski เป็น Russian Imperial Stout
ร้านอาหารที่คนเยอะในงานนี้ก็คือร้าน John’s Hotdog Deli ไส้กรอกเพียบๆ
เติมซอสและเครื่องได้ไม่อั้น
Hot Sauce ของ Mikkeller
หน้าตาฮอทดอกครับ
เจ้าที่คิวยาวอีกเจ้าคือ Bokkeryder จากเบลเยี่ยมครับ
คิวยาวววว
ตัวที่ผมลองคือ Dalton Jack เปรี้ยว คม สดชื่น ล้างปากดีมากๆ ครับ
ในงานจะมีจุดล้างแก้วกระจายๆ อยู่
The Veil นี่คิวยาวตลอดเช่นกัน
ตัว Mikkeller เองเสิร์ฟในรถแบบนี้ครับ
หัวกดอยู่ด้านหลัง
ได้ลอง Weird Weather ตัวปกติ อร่อยเลย เคยลองตัว Lactose หวานไปครับ
อีกตัวที่ชอบมากในงานนี้คือ session 3 ตัว Hug Hug Kiss Kiss ของ 3 Sons เป็น Barrel Aged Imeprial Stout รสหวาน บอดี้หนา กลมกล่อม ชอคโกแลต สวยงาม
Gin BA Orange Blossom Mead ของ B. Nektar Meadery หวานกำลังดี บาลานซ์ สวยงาม
Creature Comforts เสิร์ฟเป็นขวด ตัว Booger Hill
Omnipollo ป้ายสวยงาม คิวยาวตลอดงานเช่นกันครับ
มีสองตัว
เสื้อตลกๆ ฮ่าๆ
ท้ายๆ session 4 ก็มีเครื่องดับกันบ้าง
บรรยากาศคนทยอยออกตอนจบ session ที่ 4 ครับ
บรรยากาศภายนอกตอนเลิกครับ
เที่ยงวันรุ่งขึ้น วันอาทิตย์เป็นช่วงล้างป่าช้า บัตรทองจะเข้ามาเล็มเบียร์ที่เหลือได้ คนน้อย สบายๆ
โล่งเลยครับ
ให้กดกันได้เองเลย session นี้
พอ 17.00 ทุกเจ้าจะหยุดเสิร์ฟ บริเวณด้านนอก เจ้าหน้าที่มาบอกให้หยุดทาน เป๊ะมากครับ
ปิดท้ายด้วยภาพนี้ พบกันอีกทีคราวหน้าครับ

ข้อสงสัยอย่างนึงของผมก่อนไปงานก็คือ พอจบ session จะทำยังไงให้คนออก สรุปว่าเค้าก็จะหยุดเสิร์ฟ ถอดหัวแทปออก ซึ่งเป๊ะและตรงต่อเวลามาก แล้วการ์ดก็ให้ออกได้อย่างเดียวไม่ให้เข้ามาในฮอลล์ ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือดีครับ อย่างนึงที่ต่างจากงานเบียร์อื่นๆ ที่ไปมาคือไม่มีเสียงดัง ในฮอลล์ไม่มีเปิดเพลงเลย มีแต่เสียงคนคุยกัน พอมีแก้วแตกก็ เฮ กันขึ้นมา แค่นั้น ด้านนอกมีเพลงคลอๆ หน่อยจากรถของ Warpigs แต่ก็ไม่ดังมาก มีเรื่องคิวที่ก็มีบางคนแอบเนียนๆ ตีมึนๆ เดินแซงอะไรอย่างนี้

ทีนี้ถ้าจะไปทำไงบ้าง งานจะจัดทุกเดือนพฤษภาคม โดยจะเริ่มจำหน่ายบัตรประมาณเดือนพฤศจิกายน ซึ่งบัตรที่จะหมดก่อนคือบัตรชมพู (เข้าได้ 4 sessions) ส่วนการเดินทางมีหลายสายการบิน บินตรงมีการบินไทยและ Norwegian (Low Cost) ถ้าแบบแวะพักมีให้เลือกหลายสายการบินหลายราคาเลยครับ

ถามว่าคุ้มค่าไหม เดินทางหลายชั่วโมง แล้วยังต้องจ่ายเงินหลายบาท เพื่อไปดื่มเบียร์อย่างเดียว ส่วนตัวรู้สึกคุ้มค่า เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ได้ลองเบียร์ที่แบบสดใหม่จริงๆ เบียร์ตัวหายาก ได้บรรยากาศ ถ้ามีโอกาสก็น่ามาซักครั้งให้หายอยากครับ

Similar Posts

  • |

    จิบเบียร์สดจากถังที่โรงเบียร์ Howling Hops สถานี Hackney Wick – London

    ที่จริงโรงแรกที่ผมได้แวะไปชิมเบียร์ในทริปอังกฤษคือที่นี่ Howling Hops ครับ อยู่ไม่ไกลจากที่พัก Airbnb เท่าไหร่ ผมเอาของเก็บที่ห้องพัก ทานข้าว ซื้อซิม เสร็จแล้วก็ขึ้น Overground ที่สถานี Dalston Kingsland นั่ง 3 สถานี ลงที่ Hackney Wick ครับ จากสถานีเดินมาสภาพดูเยินๆ หน่อย อารมณ์ชานเมืองนิดๆ เป็นโกดัง โรงงานอะไรประมาณนี้ จากสถานีไม่ไกลก็ถึงร้านครับ หน้าร้านมีโต๊ะยาวอยู่ 5-6 ตัว เข้าไปด้านในเป็นห้องขนาดกว้างขวางพอสมควร ดูสลัวๆ หน่อย จุดเด่นของที่นี่คือด้านหลังบาร์เป็นถังเบียร์สดขนาดใหญ่เรียงกันอยู่ ซึ่งหัวแทปนั้นก็ติดอยู่กับถังเลยครับ มีทั้งหมด 10 ถัง แต่ละถังก็มีเบียร์ต่างกันไป ด้านข้างของบาร์มีกระสอบมอลต์วางอยู่หลายกระสอบ เดาเอาว่าหม้อต้มคงอยู่ด้านหลังไม่ไกลครับ

  • |

    Druggists คราฟท์เบียร์เสิร์ฟในร้านยา สิงคโปร์

    ที่จริงตอนออกจากงาน Craft Singapore ก็เริ่มมึนๆ แล้ว แต่ก็ยังอยากจะแวะไปร้านเบียร์อีกซักร้านก่อนกลับ เล็งๆ อยู่ 2-3 ร้านสุดท้ายตัดสินใจเลือกร้านชื่อ Druggists เพราะได้ยินคำบอกเล่าว่า ร้านตกแต่งสวยงาม สไตล์จีนๆ สถานีที่ใกล้ร้านที่สุดคือ Farrer Park ครับ แต่เดินจากสถานีไกลพอสมควร 750 เมตร วันที่ไปผมนั่ง taxi จากงานลงหน้าร้าน เลยไม่เหนื่อยมาก ระหว่างทางที่มาก็ดูบรรยากาศจีนๆ นิดๆ ถึงหน้าร้านก็มีตัวอักษรแปะว่า ‘Chinese Druggists Association’ เฟี้ยวดี ข้างในร้านตกแต่งดูมินิมัล คลีนๆ มีกลิ่นอายจีนๆ ปนนิดหน่อย แต่ไม่ได้ดูโบราณแบบร้านยาจีนขนาดนั้นครับ ดูทันสมัยพอสมควร ลูกค้านั่งแน่นเต็มร้านจนออกมาด้านนอก 2-3 โต๊ะ สำหรับเบียร์ มีเบียร์สด เสิร์ฟทั้งหมด 23 แทปครับ

  • Tap Loei คราฟท์เบียร์บาร์บรรยากาศบ้านไม้เก่า จังหวัดเลย

    จาก Outlaw Brewing ผมเดินทางต่อไปยังเป้าหมายที่สองของคืนนี้ เป็นร้านคราฟท์เบียร์เปิดใหม่ มีชื่อว่า Tap Loei ครับ ตัวร้านอยู่ที่ถนนพิพัฒน์มงคล ฝั่งใกล้กับถนนเส้น 201 ครับ ร้าน Tap Loei เป็นการร่วมมือของพี่โจ๋ Jo+ Beer คราฟท์ไทยเจ้าดังของเชียงคานกับเชฟว่านและคุณโม นำบ้านเก่ามาดัดแปลงเป็นร้านคราฟท์เบียร์ ด้านล่างเป็นห้องโล่งยาวไปจนถึงหลังร้าน มีที่นั่งหน้าร้านนิดหน่อย ส่วนด้านในฝั่งซ้ายมือเป็นโต๊ะและเก้าอี้ทรงสูง ฝั่งขวาเป็นบาร์ขนาดใหญ่ ที่ร้านมีอาหารฝีมือเชฟว่านเสิร์ฟ ส่วนเบียร์สดมีทั้งหมด 4 แทป รวมถึงด้านในมีตู้เบียร์ขวดจำหน่ายคราฟท์ไทยและนอกคละๆ กัน ซึ่งเบียร์ก็อัพเดตเร็วไม่แพ้ในกรุงเทพฯ เลยครับ อย่างวันที่ไปนี่ Pirate Life ก็มีมาให้ได้ลองชิมกันเรียบร้อยแล้ว

  • |

    บรรยากาศงาน ‘ความเบียร์จงมี ความสุนทรีย์จึงมา’ ที่ร้าน 2203 twenty two O three

    เมื่อวันพุธที่ 6 กรกฎาคมผมได้รับเชิญจากคุณเทอร์โบให้ไปร่วมงาน ‘ความเบียร์จงมี ความสุนทรีย์จึงมา’ เป็นงานเสวนาและจิบเบียร์ที่ร้าน 2203 ในซอยวิภาวดี 16 หรือซอยโชคชัยร่วมมิตรนั่นเองครับ ในงานก็จะมีพี่ม่อน อุทิศ เหมะมูล ผู้เขียนหนังสือ Writer’s Taste พูดคุยเรื่องเบียร์ เล่าที่มาที่ไปว่าทำไมมาชอบและหลงไหลเบียร์ แล้วก็มีเสิร์ฟเบียร์ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมกัน 7 ตัวเลยทีเดียวครับ ผมไปถึงก่อนเวลาเริ่มงานแป๊บนึง ก็ได้ลองจิบๆ เบียร์สดไป 2 ตัว ตอนที่ไปถึงนี่ พี่ๆ น้องๆ ในวงการคราฟท์เบียร์ก็มากันเต็มร้านแล้วครับ บรรยากาศคอเบียร์คุยกันเพลินมากๆ

  • |

    Albion อาหารเช้าแบบ Full English Breakfast ย่าน Shoreditch กรุงลอนดอน – ประเทศอังกฤษ

    ข้าวเช้าวันอาทิตย์ผมเดินทางไปทานที่ร้านชื่อว่า Albion ครับ ตัวร้านอยู่ที่แถวย่าน Shoreditch ซึ่งไม่ไกลจากที่พักของผมเท่าไหร่ครับ นั่งรถเมล์ประมาณ 10 กว่านาทีก็ถึง ร้าน Albion แบ่งภายในร้านเป็นสองโซน ฝั่งนึงเป็นร้านขายของ ที่ทั้งของสดพวกเนื้อ ปลา ขนมปัง เครื่องปรุงต่างๆ ให้ซื้อกลับไปประกอบอาหารเองที่บ้าน ส่วนอีกฝั่งเป็นโซนของร้านอาหารครับ สายๆ วันอาทิตย์นี่คนแน่นร้านเลย โชคดีที่ได้โต๊ะครับ คือหลังจากผมนั่งสักพักนี่คนก็ยังทยอยมาอีกเรื่อยๆ เหมือนทุกคนมานั่งกินข้าวเช้าแบบชิลล์กัน บางโต๊ะมากันเป็นแบบครอบครัว มีเด็กเล็กเด็กจิ๋ว บรรยากาศในร้านเลยไม่ค่อยเงียบแต่ก็ไม่ดังจนหนวกหูครับ

  • The Rare Barrel เบียร์เปรี้ยวโรงดังเมือง Berkeley, California

    จากร้าน The Good Hop เรานั่ง uber ขึ้นมาทางทิศเหนือประมาณ 10 นาที เป้าหมายสุดท้ายของคืนนี้ เป็นอีกโรงที่ตัวผมเองอยากมามากที่สุดอีกโรงของทริป นั่นก็คือโรงชื่อว่า The Rare Barrel ครับ ตอนที่มาถึงฝนตกระดับกลางๆ ไม่แรงมาก แต่ก็เล่นเอาเปียกใช้ได้ ด้านหน้าโรงเป็นลานจอดรถ ตัวโรงเป็นโกดัง หน้ากว้างสูงใหญ่ครับ พอเข้าไปนี่ว้าวเลย คนแน่น ด้านหลังเป็นถังบาร์เรลเรียงกันสูง หลายสิบแถว เข้าใจว่าน่าจะมีรวมๆ กันพันกว่าถังแล้วครับ สำหรับที่ไปที่มาของ Rare Barrel นั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่เพื่อนมหาวิทยาลัย 2 คน คือ Jay Goodwin และ Alex Wallash ได้ต้มเบียร์โฮมบรูว์ด้วยกัน และก็ตั้งใจว่าจะมีโรงเบียร์เปิดของตัวเองซักวันหนึ่ง


แสดงความคิดเห็น