Craft Beer

Brouwerij de Molen ทัวร์และจิบเบียร์ที่โรงดังของเนเธอร์แลนด์

34 views |

เดินมาถึงวันที่ 4 ของทริป ซึ่งวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของผมและพี่ชายครับเนื่องจากติดธุระ (แต่ชาวคณะท่านอื่นๆ ยังอยู่ต่อนะครับ) เราออกเดินทางขึ้นเหนือจากเมือง Eindhoven ประมาณ 120 กิโลเมตร แล้วก็แวะเที่ยวที่เมือง Gouda ต้นกำเนิดของชีส Gouda นั่นเอง

ที่นี่เราแวะดูการประมูลชีสที่จัตุรัสใจกลางเมืองแล้วก็แวะซื้อชีสจากตลาดนัดใกล้ๆ ครับ มีไซส์เล็กไส์ใหญ่หลายรส รวมถึงของทานเล่นอื่นๆ อย่างไส้กรอกแห้ง แฮม เป็นต้น

เสร็จก็เดินทางกันต่ออีกนิดเดียวไปยังเมือง Bodegraven ที่อยู่ติดกัน เพื่อทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมโรงเบียร์ Brouwerij De Molen ครับ โดยเรารับประทานอาหารและเบียร์ ที่ด้านล่างขอกังหันนั่นเอง

ลงจากรถมาก็เจอกังหันลม De Arkduif
ด้านล่างเป็นตัวร้าน Brouwcafé de Molen
บรรยากาศภายในร้าน
บรรยากาศภายในร้าน
บริเวณบาร์
อาหารกลางวันเป็นบุฟเฟต์ จานนี้เป็นแฮม
ชีส
Bitterballen แบบแท่งๆ
มื้อนี้ผมทานคู่กับ Vuur & Vlam เป็น IPA ครับ เคยทานแบบขวดหลายทีคราวนี้ลองแบบสด ขมนำ ดราย ยางๆ มีความมอลตี้
เสร็จแล้วเราก็ปีนขึ้นมาด้านบนของฐานกังหันลมครับ
ลงมาเริ่มทัวร์โรงครับ ด้านหน้าของห้องต้ม
ฝั่งขวาเป็นหม้อต้ม
ฝั่งซ้ายเป็นถังหมัก
อุปกรณ์และถังต่างๆ มีรูปเป็นตัวละครสตาร์วอร์ส
ด้านบนของห้องต้ม
ใบเล็กก็ยังมีสตาร์วอร์ส
มียาน Millennium Falcon ด้วย
ห้องหมักอีกห้องครับ
ถังนี้กำลังหมักตัวแรง Rasputin
ระบบบรรจุขวด
ไลน์บรรจุขวด
Bommen & Granaten
มาไม่เต็มขวด ก็เลยได้เปิดชิมกันครับ
ต่อกันที่ห้อง Storage
ห้อง Storage
ห้อง Storage
ในถุงใหญ่ๆ คือมอลต์ครับ
ห้องเก็บฮอปส์ เป็นห้องเย็นแยกอีกห้อง
ขึ้นมาที่ชั้นสองเป็นห้องทำงานของพนักงานจาก Philadelphia Care Home ที่มาติดฉลากและบรรจุ
ขวดที่ทีมงาน Philadelphia Care Home ติดฉลากเสร็จแล้ว
ลงมาต่อที่บริเวณลานเก็บถังบาร์เรล
มีถังเรียงรายเยอะมากครับ
ถังเหล้าเบอร์เบิ้นแบรนด์ Woodford
แล้วก็เปิดเบียร์ชิมกัน เพิ่งบรรจุใหม่ๆ ตัวแรกเป็นเพลเอลชื่อ Hop Liefde
อีกหนึ่งตัวเป็น Double IPA ชื่อ Amarillo ครับ
จบทัวร์ก็มาซื้อเบียร์และของที่ระลึกต่างๆ ในร้านใต้กังกันลมอีกครั้ง
เบียร์ต่างๆ ของ De Molen
เบียร์ต่างๆ ของ De Molen
เบียร์แบรนด์อื่นๆ
เบียร์แบรนด์อื่นๆ
พวกเบียร์ฮอปปี้ มีตู้แช่เย็นไว้ครับ

สำหรับอาหารก็เป็นบุฟเฟต์ ส่วนเบียร์นั้นเป็นเบียร์สดให้เลือกชิมหลายตัวเลยทีเดียวครับ มีทั้งของโรง  De Molen เอง และก็มีเบียร์แบรนด์อื่นๆ ให้ลองอีกพอสมควรครับ

จบมื้ออาหารก็ปิดบันไดขึ้นไปชั้นบนของตัวกังหันลม เพื่อชมวิวบรรยากาศด้านบน รวมถึงชมขั้นตอนกลไกตัวกังหัน อย่างการนำมาบดเกรนให้กลายแป้ง ส่วนความรู้ใหม่ที่ผมได้ก็คือเพิ่งรู้ว่าส่วนหัวของใบพัดสามารถขยับได้เพื่อหันตามทิศทางลมที่พัดมาครับ

จากนั้นชาวคณะก็เดินตามคุณ John Brus หนึ่งในหุ้นส่วนของโรง ไปยังโรงปัจจุบัน(ถูกดัดแปลงมาจากโรงเรียน) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ตัวกังลมไปประมาณ 60 เมตร ทางโรงย้ายมาผลิตเบียร์ที่นี่ตอนช่วงปี 2011 ครับ  จากเดิมเคยต้มทีละ 200 ลิตร พอย้ายมาที่ใหม่ ตอนนี้สามารถต้มได้ทีละ 5000 ลิตร

คุณ John พาพวกเราชมโรงโดยเริ่มต้นที่โซนต้ม ซึ่งจะเห็นพวกหม้อต้ม อุปกรณ์ต่างๆ มีรูปตัวละครจากหนังเรื่อง Star wars ติดอยู่ทั้งหมด เป็นชื่อเรียกของแต่ละชิ้น รวมถึงพวกถังหมักด้วยเช่นกัน

จากโซนหมักก็มาต่อที่ห้องบรรจุครับ ตัวเครื่องบรรจุสามารถกรอกได้ประมาณ 5,000 ขวดต่อ 1 ชั่วโมง แล้วก็ได้ชิมเบียร์พวกที่บรรจุไม่เต็ม เป็น Barley wine ตัวแรง Bommen & Granaten 11.9% จิบๆ ไปมีเซ

เสร็จเราก็เดินผ่านโซน Storage ขนาดใหญ่ ขึ้นมาที่ชั้นสองของโรงซึ่งมีห้องทำงานของพนักงานพิเศษอยู่ โดยจะเป็นผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประมาณ 10 กว่าคน จาก Philadelphia Care Home มาทำงานอย่างติดฉลาก แพคของอะไรประมาณนี้ 

แล้วเราก็ลงกลับมาด้านล่างเป็นโถงขนาดใหญ่ มีถังบาร์เรลเรียงรายอยู่หลายร้อยใบครับ ที่นี่เราได้จิบเบียร์ใหม่ที่เพิ่งบรรจุสองตัว คือ Hop Liefde เป็นสไตล์ Pale Ale อีกตัวเป็น Amarillo สไตล์ Double IPA

ก่อนกลับก็ถ่ายรูปที่ระลึกและรับ Gift Set จากทางโรง ก่อนจะกลับไปที่ใต้กังหันเพื่อชอปปิ้งเบียร์อีกครั้ง ในร้านมีทั้งเบียร์ของ De Molen เองแล้วก็มีแบรนด์อื่นๆ ด้วยครับ หากสนใจมาทัวร์โรงให้มาวันเสาร์ครับ มีสองรอบคือ 12.30 และ 14.30 โดยต้องจองไปก่อนทางอีเมล ครับ

ประวัติคร่าวๆ ของ โรง De Molen ตั้งอยู่ในเมือง Bodegraven ซึ่งอยู่ห่างลงมาทางตอนใต้ของเมือง Amsterdam ประมาณ 45 กิโลเมตร สำหรับชื่อ De Molen นั้นแปลว่าโรงสี (The Mill) มาจากที่ตั้งและโลโก้ของแบรนด์นั่นเอง โดยสถานที่ตั้งของแทปรูมและร้านอาหารนั้นอยู่ที่กังหันลมเก่าแก่ชื่อ De Arkduif ก่อนสั่งตั้งแต่ปี 1697 ครับ 

De Molen ก่อนตั้งขึ้นโดยคุณ Menno Olivier ผู้ซึ่งเริ่มจากการต้มต้มเบียร์ที่บ้านแบบ Homebrew แล้วก็ไปฝึกฝีมือตามโรงต่างๆ ก่อนจะไปทำงานใน Stadsbrouwerij De Pelgrim บริวผับในเมือง Rotterdam รวมถึงเปิดโรงและแทปรูมชื่อ ‘De Salamander’ ในโรงรถของตัวเอง ก่อนจะย้ายมายังกังหันลม De Arkduif และเปลี่ยนชื่อเป็น De Molen ในปี 2004

มาถึงปี 2009 John Brus ก็เข้ามาเป็น Partner อีกคนของ De Molen โดยที่ John ก็เสนอแก่คุณ Menno ว่าควรจะเปลี่ยนเป้าหมายจากแบรนด์เล็กๆ แล้วตั้งเป้าเป็นโรงใหญ่ในอนาคตเลยดีกว่า

จากนั้นจึงมีการขยับขยาย วางแผนงานประมาณ 5 ปี เป้าคือเพิ่มกำลังการผลิต เดิมที 8-9 เฮคโตลิตร เป็น 4,500 เฮคโตลิตรต่อปี ปรากฎว่าด้วยความที่คราฟท์เบียร์ได้รับความนิยมไปทั่วเนเธอร์แลนด์ ทำให้ทางโรงถึงเป้า 4,500 เฮคโตลิตรในปี 2014 ใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งจากเป้าที่ตั้งไว้ 5 ปี 

และปี 2017 De Molen ก็มีจำหน่ายไปในหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน De Molen ผลิตเบียร์ได้ประมาณ 15,000 เฮคโตลิตรต่อปี (1.5 ล้านลิตร) มีทีมงาน 19 คน มี core beer (เบียร์หลัก) ประมาณ 7 ตัว

You Might Also Like


แสดงความคิดเห็น



WP Twitter Auto Publish Powered By : XYZScripts.com