Tonjiru ซุปหมูมิโสะจากซีรี่ส์ดัง Midnight Diner ทำง่ายอบอุ่นหัวใจ

‘ขณะที่ผู้คนเลิกงานและรีบกลับบ้าน วันของผมก็เริ่มต้นขึ้น

ร้านอาหารของผมเปิดเที่ยงคืนจนถึงเจ็ดโมงเช้า พวกเขาเรียกร้านนี้กันว่า “ร้านอาหารเที่ยงคืน”

(ซุปหมูมิโซะ เบียร์ สาเก โซจู) เมนูของผมมีแค่นี้ แต่ผมจะทำอาหารอะไรก็ตามที่ลูกค้าสั่ง ตามวัตถุดิบที่ผมมี นั่นเป็นนโยบายของผม

ผมมีลูกค้าด้วยเหรอ มากกว่าที่คุณคิดแน่ๆ’

ใครได้รับชมซีรี่ส์เรื่อง Midnight Diner (Shinya Shokudo) น่าจะคุ้นกับประโยคนี้เป็นอย่างดีครับ เป็นบทพูดของมาสเตอร์เจ้าของร้านที่เล่าถึงร้านอาหารของเค้า 

ระหว่างที่เล่าไปนั้น เจ้าของร้านก็จะลงมือทำเมนูซุปหมูมิโซะ (Tonjiru) นี้ไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่เคยกดข้ามเพราะอยากดูบรรยากาศของชินจูกุและขั้นตอนการทำซุปชนิดนี้ เลยเป็นที่มาของเมนูวันนี้ที่อยากลองทำตามบ้างครับ

วัตถุดิบเยอะหน่อยครับ
เริ่มที่ต้มน้ำร้อน 8 ถ้วย
รอจนเดือดใส่ดาฉิแบบผง 4 ช้อนชา
คนให้ละลาย ปิดไฟแล้วยกพักไว้
ตั้งกระทะ ไฟกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันงา
ใส่หมูสามชั้นและขิงลงไปผัด ให้หมูเปลี่ยนสีจนสุก
พอเข้มนิดๆ ก็ตักพักไว้ครับ
แล้วก็ตั้งหม้อที่จะใช้ต้ม เปิดไฟกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันพืช
ใส่หัวหอมลงไปผัดใหญ่น้ำมันพอเคลือบ
พอให้นิ่มๆ
ใส่ไชเท้า
ใส่เผือก
ใส่แครอท
คลุกให้เข้ากัน
ใส่หัวบุก
ใส่เห็ดหอม
ยกน้ำดาฉิที่เตรียมไว้ราด
ใส่หมู
รอให้เดือด
แล้วหรี่เป็นไฟเบา ปิดฝา หมั่นตักไขมันที่ลอยออกเรื่อยๆ ประมาณ 25-30 นาที พอให้ผักนุ่ม
นำมิโสะมาขูดผ่านตะแกรง จนหมด ลองชิมรส ถ้ายังอ่อนอาจจะเพิ่มมิโสะซัก 1/2 ช้อนโต๊ะ
คนให้เข้ากัน
ตักเต้าหู้ใส่
คนให้เข้ากัน
ตักใส่ถ้วยของแต่ละคนโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเพิ่มความสดชื่น

เมนูนี้ทำค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใช้ทักษะมากเท่าไหร่และใช้เวลาไม่นาน จะวุ่นวายหน่อยก็ตรงวัตถุดิบที่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งทำให้รสชาติมันกลมกล่อมลงตัวนั่นเอง 

ความอร่อยจะอยู่ดีความนวลของน้ำซุป ที่มีรสเค็มหวาน น้ำซุปข้นหน่อยมีบอดี้จากเผือก มีเทกซ์เจอร์หนึบๆ จากหัวบุก และความนุ่มจากผักหลายๆ ชนิด ที่จริงต้องใส่โกโบด้วย แต่ผมไม่มีก็เลยข้ามไปครับ

ขั้นตอนการทำเราจะเริ่มจากการเตรียมผักต่างๆ แยกไว้ก่อน โดยเผือกและหัวไชเท้าหั่นเป็นแผ่นประมาณ 3 มิลลิเมตร หั่นเป็น 1/4 วงกลม แครอทหั่นเป็นแผ่น 3 มิลลิเมตร หั่นครึ่งวงกลม

เห็ดหอมหั่นหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร หัวหอมหั่นเป็นแผ่นบางๆ ส่วนหมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นกว้าง 1.5-2 เซนติเมตร หัวบุกและเต้าหู้หั่นเป็นเต๋าประมาณ 1.5-2 เซนติเมตรเช่นกันครับ

จากนั้นเตรียมซุปดาฉิไว้ โดยต้มน้ำร้อน 8 ถ้วย พอเดือดก็ใส่ดาฉิแบบผง 4 ช้อนชา คนจนละลาย แล้วพักไว้

ตั้งกระทะใส่น้ำมันงา ใส่หมูสามชั้นและขิงลงไปผัด ให้หมูเปลี่ยนสีจนสุก พอเข้มนิดๆ ก็ตักพักไว้ครับ

แล้วก็ตั้งหม้อที่จะใช้ต้ม เปิดไฟกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันพืช ใส่หัวหอมลงไปผัดใหญ่น้ำมันพอเคลือบ 

ใส่ผักแข็งๆ อย่าง หัวไชเท้า เผือก แครอทลงก่อน (ถ้ามีโกโบหรือรากบัวก็ใส่ตอนนี้ครับ) คลุกให้เข้ากัน

จากนั้นใส่หัวบุกและเห็ดหอม ยกน้ำดาฉิที่เตรียมไว้ราด ตามด้วยหมูสามชั้นที่พักไว้ เร่งไฟให้เดือด แล้วหรี่เป็นไฟเบา ปิดฝา หมั่นตักไขมันที่ลอยออกเรื่อยๆ 

ประมาณ 25-30 นาที พอให้ผักนุ่ม นำมิโสะมาขูดผ่านตะแกรง จนหมด ลองชิมรส ถ้ายังอ่อนอาจจะเพิ่มมิโสะซัก 1/2 ช้อนโต๊ะ

ตักเต้าหู้ใส่ คนให้ทั่ว ก็พร้อมรับประทานแล้วครับ เวลาเสิร์ฟก็ตักใส่ถ้วยของแต่ละคน โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยสักเล็กน้อย เพิ่มความสดชื่นในน้ำซุปครับ จุดสำคัญเวลาอุ่นคือให้ใช้ไฟกลาง อย่าให้เดือด เพราะมิโซะจะเสียรสชาติไปครับ

ส่วนผสม 

น้ำเปล่า 8  ถ้วย
ดาฉิผง 4 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
ขิงขูด ช้อนชา
หมูสามชั้นสไลซ์ 300 กรัม
น้ำมันพืช 1 ช้อน โต๊ะ
หัวหอมใหญ่ 1 หัว
หัวไชเท้า 400 กรัม
เผือก 300 กรัม
แครอท 1 หัว
หัวบุกผสมสาหร่าย 3 ก้อน
เห็ดหอม 100 กรัม
มิโสะ 5 ช้อนโต๊ะ
เต้าหู้ 1 แพค
ต้นหอมซอย 1 ต้น

ขอบคุณสูตรและวิธีทำจาก justonecookbook.com

Similar Posts

  • | | | |

    เรียนทำอาหารสไตล์ ‘Shojin Ryori’ กับเชฟ Keiko ที่ร้าน Lilou Cafe

    คราวก่อนได้เขียนถึง Chef Table Dinner ไปแล้ว คราวนี้จะเล่าถึง Workshop ที่ได้ไปเรียนกับเชฟ Keiko มาครับ ที่จริงตามกำหนดการเดิมจะเป็นการ Dinner ก่อนแล้วอีกวันค่อยเรียน แต่มีการสลับนิดหน่อยก็เลยกลายเป็นได้เรียนก่อน ตัว Workshop จัดขึ้นที่ร้าน Lilou Cafe เป็นร้านกาแฟไซส์เล็กๆ มีโต๊ะ 3-4 โต๊ะ โดยที่ร้านจะมีขนมเสิร์ฟในวันธรรมดา พอเสาร์อาทิตย์จะมีเมนูอาหารเพิ่มด้วย ซึ่งทุกเมนูจะเป็นมังสวิรัติ ร้านอยู่ในบริเวณของ The Yard Hostel ในซอยราชครูครับ ผู้ที่มาสอนเราก็คือคุณ Keiko ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ครับ เธอมีร้านชื่อ 3 Studio Aeeen Works อยู่ที่โรงแรมศรีประกาศ เป็นร้านขายเต้าหู้และผลิตภัณฑ์พวกซอสและเครื่องปรุงที่มี Koji เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณ Yuki สามีช่วยทำอีกคนครับ

  • Spicy Chicken Couscous – คูสคูสไก่รสเผ็ด

    เข้าครัวกันอีกซัก 1 ตอนครับเป็นเมนูแปลกๆอีกเช่นเคย จากคราวที่แล้วที่ทำ Halloumi กับซาลซ่าถั่วชิคพีและคูสคูส ไปแล้วก็ยังคงติดใจคูสคูส เลยลองหาสูตรต่อ ดูว่ามีอะไรที่ใช้คูสคูสทำ แล้วน่ากินบ้าง ก็มาเจอเมนูนี้ ลองไล่ดูส่วนประกอบ วัตถุดิบก็พอหาได้ไม่ยากเท่าไหร่ เลยลองทำดู วัตถุดิบทั้งหมดสามารถหาซือได้ใน tops และ villa market มีตัว hot curry paste ที่เราหาไม่ได้ ก็เลยมั่วเอาน้ำพริกแกงเผ็ดของไทยใส่ไปแทนเลย รสก็พอได้ ไม่รู้ว่าเหมือนของต้นฉบับรึเปล่า เพราะไม่เคยกินเหมือนกัน อีกอย่างนึงที่ตอนหา ไม่รู้จะเอาแบบไหนดีคือ แอปพริคอต ในใจตอนแรกคิดว่าคงมีแบบกระป๋อง ปรากฎหาไม่เจอเลย ก็คิดอีกว่าเออหรือจะมีขายแบบสดๆ ก็ไม่มี สุดท้ายไปเจอสองแบบ เป็นแบบแห้งทั้งคู่ คือ แบบกล่องๆเขียนว่านำเข้ามาจากตุรกี กล่องละประมาณ 170-200 บาท ส่วนอีกแบบคือ ตักๆ ชั่งน้ำหนักเอา อันนี้เจอใน tops เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ แนะนำว่าซื้อแบบตักๆจะถูกกว่า เพราะใช้เพียง 100 กรัม วัตถุดิบพร้อมแล้วก็ลองลงมือกันเลยครับ

  • ไก่อบสาเกและซีอิ๊ว ไก่เนื้อนุ่ม หอมกลิ่นขิงและสาเก

    สำหรับเมนูนี้มีที่มาจากการไปเจอสาเกปรุงอาหารที่ซื้อไว้ใกล้หมดอายุ ก็เลยลองหาดูว่ามีเมนูอะไรใช้สาเกกับสะโพกไก่บ้าง ก็เจอเมนูนี้ ดูแล้ววิธีการปรุงไม่ยาก และก็ใช้วัตถุดิบไม่เยอะ โดยนอกจากไก่และสาเก ก็จะมีน้ำตาลทราย ขิง ต้นหอม กระเทียม ซอสถั่วเหลือง ที่จะยากหน่อยคือ Brocolini แต่รอบแรกที่ทำผมก็ใช้บรอคโคลี่ธรรมดาแทนก็โอเคครับ ความอร่อยของเมนูนี้จะอยู่ที่เนื้อไก่นุ่มๆ และความหอมจากกลิ่นขิงกับกลิ่นเหล้าสาเก รวมถึงความเค็มหวานของซอสถั่วเหลืองที่ผสมกับน้ำตาลทราย แต่อาจจะลดน้ำตาลลงจากสูตรได้อีกซัก 20% ถ้าไม่ทานหวานครับ

  • Indian-Spiced Chicken with Chickpeas and Spinach ไก่เคี่ยวแบบอินเดียเสิร์ฟพร้อมชิคพีและผักโขม

    ลองทำอาหารสไตล์ฝรั่งไป 2-3 เมนูแล้ว คราวนี้มาลองทำอาหารอินเดียดูบ้างครับ จริงๆก็ไม่ใช่อินเดียแบบดั้งเดิมเท่าไหร่ คือเป็นอินเดียแบบประยุกต์โดยฝรั่งแล้วนิดหน่อย แต่ก็มีมีกลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศครบครันครับ สำหรับชิ้นไก่ ถ้าหาน่องสะโพกไม่ได้ ก็อาจจะใช้น่อง แยกกับสะโพกแทนก็ได้ครับ ตามสูตรที่อ่านมาไม่ได้มีชื่ออินเดีย แต่เราไปเจอเมนูที่หน้าตาและส่วนประกอบคล้ายๆ ชื่อ Pukka Chicken Curry ไม่แน่ใจว่ามันคืออันเดียวรึเปล่า วัตถุดิบหาได้ไม่ยากเกือบทุกอย่าง มีที่ยากคือ greek yogurt ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ซีเรียสมากนัก ใช้โยเกิร์ตธรรมดาแทนกันได้เพราะใช้ผสมปริมาณไม่เยอะ ส่วนอุปกรณ์ในการปรุงถ้ามีเตาอบและหม้อเหล็กก็จะสะดวกดีครับ แต่ถ้าไม่มีก็ใช้เตาแกสธรรมดาได้เหมือนกัน แต่ต้องเผื่อเวลาในการทำมากขึ้นหน่อย

  • ไก่เคี่ยวมะเขือเทศ

    เมนูวันนี้เป็นอีกเมนูที่วัตถุดิบไม่กี่อย่าง โดยมี สะโพกไก่ เป็นหลัก ส่วนรสชาติของไก่ก็จะมาจาก มะเขือเทศ ทำให้จานนี้จะออกเปรี้ยวๆ เป็นรสนำ ตามสูตรเค้าแนะนำว่าเหมาะที่จะทานกับ orzo หรือข้าว พอดีผมมีคูสคูสเหลืออยู่เลยหุงทานทำเป็นแบบเผ็ดๆเหมือนคราวก่อนก็เข้ากันดีครับ เมนูนี้จะมีไทม์ที่อาจจะหายาก ต้องลองดูซุปเปอร์พวก วิลล่า มาร์เก็ต หรือ tops ในเมืองหน่อยครับ ตัวมะเขือเทศหั่นเต๋าซุปเปอร์ใหญ่ๆ น่าจะมีหมด ขั้นตอนในการทำจะทอดไก่ก่อน พอเสร็จก็เคี่ยวกับมะเขือเทศ ใช้เวลาซักพัก ชิ้นไก่เริ่มนุ่ม ก็ทานได้เลยครับ

  • |

    Magic Spice ซุปแกงกระหรี่แปลกๆที่ Shimokitazawa – Japan 2014 ตอนที่ 9.2

    จากตอนที่แล้วที่พาเดินเล่นใน Shimokitazawa ตอนนี้จะขอพาไปทานอาหารแปลกๆ กันครับ อาหารที่ว่านี่คือ Soup Curry ซึ่งจะไม่ใช่แกงกระหรี่ข้นๆแบพวก Coco Ichibanya แต่มันจะเป็นเหมือนน้ำซุปใสๆ แล้วรสชาติเผ็ดร้อนด้วยเครื่องเทศ ไอ้ Soup Curry นี่จะเป็นเมนูฮิตที่แถวซัปโปโร เราเคยไปกินร้านนึงอร่อยถูกใจมาก ชื่อร้าน LA MAISON DE CURRY COEUR อยู่ชั้นบนของห้าง PARCO แต่ของร้าน Magic Spice นี่ก็ไม่เหมือนที่เคยกินซะทีเดียว อารมณ์จะคล้ายๆ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวบ้านเราเหมือนกัน เครื่องก็จะเป็นผักหลายชนิด อย่างผักกาดขาว ถัวลันเตา หัวหอม แครอท แตงกวา คะน้า ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง มันและอีกหลายๆผัก ผสมปนเปกัน บรรยากาศของร้านเป็นอีกอย่างที่ดูแปลกดี มันดี ขนาดของร้านค่อนข้างใหญ่ มีรูปทางอินเดีย พวกพระพิฆเนศ อะไรงี้ ผสมกับของไทยเราหลายอย่าง มีสติ๊กเกอร์ “อย่าเห็นแก่ตัว” เป็นต้น บรรยากาศแบบอินเดียประยุกต์กับฮิปปี้ ให้อารมณ์คล้ายๆอาศรมนักพรตไรงี้เหมือนกัน อีกอย่างนึงก็คือเพลงที่เปิดในร้านส่วนใหญ่ก็เปิดเพลงไทย เป็นเพลงป๊อปแหละครับ แต่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ ฟังแล้วไม่รู้จัก…


แสดงความคิดเห็น