|

ลงคันไซ ปรี่ไปลองราเมงข้อสอบ Ichiran Ramen ที่ dotonbori – Osaka ตอนที่ 1.1

– blog นี้ ย้ายมาจาก blog เก่านะครับ –

เมื่อต้นปี 2554 เราไปลุยสกอตแลนด์มา ปลายปีมีโอกาสได้แว่บไปเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นอีกหนึ่งแห่ง เริ่มวางแผนการเดินทางคร่าวๆประมาณกันยายน-ตุลาคม แล้ววันเดินทางก็มาลงตัวเป็นกลางๆถึงปลายธันวาคม เพื่อให้ได้บรรยากาศคริสมาสต์ที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกที่จองตั๋วเครื่องบิน ได้ราคาเต็มตามปกติ (ประมาณ 29,000)

ปรากฎว่าก่อนไปแป๊บนึง การบินไทยออกตั๋วโปรโมชัน ถูกลงเกือบ 12,000 บาท เลยยกเลิกตั๋วเก่าแล้วจองใหม่ทันที ประหยัดตั๋วไปได้ 10,000 บาท(ค่ายกเลิกตั๋วเก่า 2,000 บาท)

สาเหตุที่ไปโอซาก้าเนื่องจากใจก็ยังหวั่นๆเรื่องรังสี ถึงจะคอนเฟิร์มว่าโตเกียวปลอดภัย ก็ไม่ขอเสี่ยงดีกว่า รวมถึงตัวเราเองก็ไม่เคยไปโอซาก้าเลย ผู้ร่วมทริปอีก 5 ท่านเคยไปมาหมดแล้ว

โอซาก้าตั้งอยู่ในเขตคันไซ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่น รองจากโตเกียวและโยโกฮาม่า เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น เท่าที่จำได้ รู้จักชื่อ โอซาก้าครั้งแรกจากทีมบอลใน เจลีค ชื่อกัมบะ โอซาก้า เคยมีสมุดหน้าปกเป็นมาสคอตของทีมด้วย

ตัดมาวันเดินทางทันที

ออกเดินทางคืนวันเสาร์ประมาณ 5 ทุ่ม บนเครื่องการบินไทยไฟลท์นี้มีจอดูหนังส่วนตัวแล้ว เปิด suckseed ดูซ้ำ มีหนังไทยหลายเรื่อง หนังฝรั่งก็เยอะ พยายามนอนก็ไม่ค่อยหลับ บินเร็วมากประมาณ 5 ชั่วโมง ถึง สนามบินนานาชาติคันไซ(KIX)

ราว 6 โมงที่ญี่ปุ่น (ตี 4 บ้านเรา) ง่วงสุดๆ ลงมาก็ทำเรื่องตั๋ว JR ให้เรียบร้อย (@nattachai พี่ชายเป็นผู้จัดการให้เรียบร้อย) แล้วก็นั่งรถบัสเข้าเมือง ประมาณ 50 นาที การเข้าเมืองมีทั้งรถบัสและรถไฟ ที่เลือกรถบัสเพราะโรงแรมที่เราพักติดสถานีรถบัส OCAT เดินนิดเดียว

ทริปนี้พักที่ Hotel Monterey Grasmere Osaka เป็นหลัก มีแว่บไปนอนที่เมืองอื่นคืนศุกร์-เสาร์ Hotel Monterey Grasmere อยู่ติดกับสถานี JR Namba และอยู่ห่างสถานีรถใต้ดิน Namba ประมาณ 600 เมตร โดยสามารถเดินด้านบนถนนตามปกติหรือลงไปเดินใต้ดิน Namba walk ก็ได้ โดยใน Namba walk ร้านรวงจะเติมไปหมด ส่วนใหญ่เป็นของกิน ขนม และพอมีเสื้อผ้า กระเป๋าผู้หญิงบ้าง

สรุปว่าทำเลของโรงแรมค่อนข้างดี เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก และโรงแรมใหม่มาก สะอาดสะอ้าน ถ้าได้ราคาดีๆจาก agoda จะตกคืนละ 3,000-4,000 บาท ถ้ายังไม่รู้จะพักที่ไหน ก็ขอเชียร์ Hotel Monterey Grasmere

kansai01
วิวจากชั้น 29 ของโรงแรม Hotel Monterey Grasmere Osaka

พอถึงโรงแรมก็ฝากกระเป๋าไว้ก่อนยังไม่ได้ check-in เค้า check-in 15.00 ออกมาเดินเล่น ย่านดังของ Osaka นั่นคือ Dotonbori ถนนชื่อดังของที่นี่ โดยเป้าหมายแรกของวันนี้คือร้านราเมงข้อสอบ หรือร้าน Ichiran Ramen

**ทริปนี้เน้นอาหารเป็นหลัก เอาที่เที่ยวคั่นที่กิน blog แต่ละตอนเลยจะเป็นร้านอาหารเสียมากกว่านะครับ 😀

บรรยากาศ dotonbori สะพานกูลิโกะอันคุ้นตาช่วงสายๆวันอาทิตย์

IMG_2697
ด้านหน้าของร้าน Ichiran Ramen สาขา dotonbori

หลังจากสั่งอาหารด้วยการจ่ายเงินและกดคูปองด้านหน้าร้านแล้ว ก็จะเดินเข้าไปอีกห้องนึง

-
ที่มาของชื่อราเมงข้อสอบเพราะมันเป็นลอคๆแบบนี้

IMG_2700
มีใบสั่งรายละเอียดเกี่ยวกับตัวราเมง

-
ทุกคนตั้งใจทำข้อสอบ หะหะ

-
ก๊อกนี้ไว้กดน้ำเย็นทานครับ

ichiran1
ประมาณ 7-10 นาทีก็ได้ครับ ชามนี้สั่งแบบพื้นฐานธรรมดา 790 เยน เพิ่มไข่ 100 เยน

ichiran2
ตัวเส้นอร่อย หนึบกำลังดี แต่หมูของที่นี่ไม่ถูกใจ รู้สึกว่า มันแห้งๆแข็งๆไป น้ำซุปอร่อย ติดเค็มนิดๆ
ที่ถูกใจคือต้นหอม(เนกิ)ซอยๆ กรอบ สด กินแล้วรู้สึกสดชื่น

-
ไข่ต้มแบบนี้ อร่อยแน่นอน

สรุปว่าเป็นราเมงที่อร่อยใช้ได้ ที่อร่อยถูกใจคือ เส้นและต้นหอม ที่ไม่ประทับใจคือชิ้นหมู
ราคากำลังดี และเป็นร้านเชนมีหลายสาขา หารับประทานได้ไม่ยากครับ

Ichiran Ramen สาขา Dotonbori

-
คลิกเพื่อดูแผนที่

คนอื่นเค้าว่าไงบ้าง

trekkingthai.com

– blog นี้ ย้ายมาจาก blog เก่านะครับ –

Similar Posts

  • ข้าวขาหมู บางซ่อน ถนนสามัคคี นนทบุรี

    ร้านที่ไปวันนี้ เป็นอีกหนึ่งที่ผมผ่านไปผ่านมาเกือบทุกวัน เพราะอยู่บนถนนที่ผมใช่สัญจรไปยังที่ทำงานครับ วันก่อนก็เลยได้ลองแวะชิม ร้านนี้คือร้าน ‘ข้าวขาหมู บางซ่อน’ ครับ ร้านอยู่บนถนนสามัคคี ถ้าเข้าจากทางฝั่งถนนติวานนท์จะประมาณ 900 เมตรครับ อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ มีที่จอดรถได้ด้านหน้านิดหน่อย ตัวร้านแบบเปิดโล่ง หลังคาสูง สำหรับเมนูก็จะมีแต่ข้าวขาหมูอย่างเดียวครับ มี เนื้อ เอ็น หนัง ไส้ ไข่ บนกระดานไม่มีคากิ แต่ก็สั่งได้ครับ มีน้ำแกงคือซุปมะระกระดูกอ่อน และของกินเล่นเป็นกุนเชียงทอด

  • |

    Ba Hao บาร์สไตล์จีน บรรยากาศดี – ซอยนานา เยาวราช

    ยังคงวนเวียนอยู่แถวซอย นานา เยาวราชอีกหนึ่งร้านครับ โดยเดินจากร้าน Pijiu มานิดเดียวก็จะเป็นร้านบาร์บรรยากาศจีนๆ ย้อนยุคที่กำลังดังในช่วงนี้เลยครับ ร้านนี้มีชื่อว่า Ba Hao ซึ่งแปลว่า ‘หมายเลข 8’ ครับ ตัวร้านอยู่ตรงตึกหัวมุมก็เป็นบ้านเลขที่ 8 บรรยากาศจีนตั้งแต่หน้าร้าน เค้ารีโนเวทสวยงามตั้งแต่หน้าร้านยันข้างในเลย พอเข้ามาปุ๊บฝั่งซ้ายมือจะเป็นโซนบาร์ครับ ไฟในร้านสีออกโทนแดงสลัวๆ โต๊ะจะกระจายตัวอยู่รอบร้าน วันที่ไปโต๊ะเต็มทั้งหมด เหลือโต๊ะกลมหินอ่อนอยู่กลางร้าน 4 ที่นั่งพอดีสำหรับกลุ่มของเราครับ ติดกับบาร์เป็นครัวและบันไดขึ้นชั้นสองซึ่งเป็น Airbnb ส่วนมุมร้านด้านในเป็นห้องน้ำ ซึ่งออกแบบได้สวยงามมากๆ ถ้ามาต้องแวะชมให้ได้ ในร้านเปิดเพลงจีนโบราณๆ แบบยุค 20’s-30’s อะไรประมาณนี้ แอร์เย็นสบายหอมกลิ่นยาจีน กลิ่นแบบขาหมู สำหรับอาหารก็จะเป็นเมนูจีนแบบทันสมัยหน่อย ส่วนเครื่องดื่มที่ร้านมีคราฟท์เบียร์สดเสิร์ฟอยู่ 4 ตัว แล้วก็มีเมนูคอกเทลซึ่งเป็น signature ของร้านอยู่อีก 3-4 เมนู ซึ่งจะมีส่วนผสมของยาจีน หรือวัตถุดิบที่มีความจีนๆ ประกอบอยู่ด้วย

  • |

    Matsubara-an Keyaki โซบะร้านอร่อยใน Kamakura

    ไหว้พระใหญ่เสร็จก็ได้เวลาข้าวกลางวัน จะว่าไปก็ไม่กลางวันแล้วละครับ เพราะบ่ายคล้อย น่าจะ 2-3 โมงได้ หิวพอสมควร ตอนแรกเดินหาแถววัดว่ามีอะไรทานบ้าง ก็ไม่ค่อยมีอะไร ร้านที่หามาก็ปิด เลยต้องเดินทางออกมานอกเส้นทางนิดหน่อย ตอนเดินทางก็หลงนิดๆ ยิ่งทำให้หิวไปใหญ่ ร้าน Matsubara-an เป็นอีกหนึ่งร้านดัง กรุปเราไม่ได้จองมาทำให้รอคิวนานพอสมควร  45 นาทีได้ ใจอยากนั่งในร้าน แต่คิวมาถึงต้องนั่งนอกร้าน ก็นอกร้านเพราะเลทมากแล้ว เรายังมีอีก 1 ที่ ต้องไปก่อนเดินทางกลับโตเกียว ที่ร้านขายโซบะครับ มีจานเดี่ยวและเป็นเซ็ท ผมเลือกเป็นเซ็ทโซบะเย็นกับเทมปุระผัก มีเรื่องนึงที่ยังสงสัยและยังไม่รู้คำตอบก็คือที่เมืองท่องเที่ยว ต่างจังหวัดของญี่ปุ่น มักจะมีร้านโซบะเจ้าดังๆ ร้านยอดนิยมเป็นประจำ เวลาไปเมืองท่องเที่ยวข้าวกลางวันของผมก็เลยมักจะเป็นโซบะครับ

  • ล่องเรือชมใบไม้เปลี่ยนสีในแม่น้ำ Hozugawa – Japan Nov14 ตอนที่ 2.1

    วันที่ 2 ของทริป เราออกเดินจากสถานีเกียวโตตั้งแต่เช้าๆ เพื่อจะไปล่องเรือในแม่น้ำ ชมใบไม้เปลี่ยนสี แม่น้ำที่เราจะไปชื่อ Hozugawa (gawa แปลว่าแม่น้ำ) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองเกียวโต โดยเราจะนั่งรถไฟออกจากเกียวโตไปลงยังสถานี Kameoka แล้วก็เดินต่อจากสถานีไปอีกนิดเพื่อขึ้นเรือ ที่จริงแล้วขามานั้นสามารถนั่งรถไฟสายโรแมนติค (Sagano Scenic Railway) มาได้ด้วย แต่ก็ต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อเผื่อเวลา ถ้าจะนั่งสายนี้ ต้องลงที่สถานี Saga-Arashiyama แล้วเดินไปขึ้นสายโรแมนติคที่สถานี Torokko Saga จากสถานี Kameoka เราเดินมาจนถึงที่ขึ้นเรือก็เหนื่อยนิดๆ กำลังดี แต่เรือกำลังจะออกทำให้ต้องซื้อตั๋วแล้วขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนแรกอ่านมาเหมือนว่าจะมีตารางออกเป็นรอบ ไปๆมาๆ เหมือนเต็มแล้วเค้าจะออกเลย ไม่ได้รอตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 120 นาที ไม่ได้วนกลับมาที่เดิมคือล่องไปเรื่อยๆจนถึง Arashiyama ใกล้ๆกับสะพาน Togetsukyo สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการล่องเรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ hozugawakudari.jp

  • |

    Banya ร้าน Izakaya บรรยากาศดีในซอยสุขุมวิท 26

    สำหรับร้านนี้เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน มาลองเสิร์ชๆข้อมูลดู ก็ไม่ค่อยมีข้อมูลมาก แต่เห็นรูปแล้วดูน่าทาน เดินทางจากสถานีรถไฟฟ้าก็ไม่ยาก เลยแวะมาลองชิมดูครับ ร้าน Banya อยู่ในซอยสุขุมวิท 26 จากปากซอยเดินเข้ามาประมาณ 150 เมตร เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆขวามืออีกที ร้านจะอยู่กลางๆซอย ฝั่งซ้ายมือครับ เข้ามาในร้าน บรรยากาศดีเลย จัดไฟได้สวยงาม พนักงานสอบถามว่าจองมารึเปล่า ตอนแรกคิดว่าจะอดชิมแล้ว พอบอกว่าไม่ได้จองก็เลยได้นั่งเคาท์เตอร์ครับ ตัวร้านมี 3 ชั้น ถ้าอยากจะนั่งเป็นโต๊ะๆ ต้องโทรจองครับ ซึ่งโต๊ะๆจะสามารถสูบบุหรี่ได้ ดังนั้นใครแพ้ควันต้องระวังนิดนึงครับ ระหว่างอาหารก็จิบเบียร์สด ที่นี่เสิร์ฟของอาซาฮี มีเพลง jazz คลอเบาๆ ประทับใจมากๆ ครับ

  • |

    Sarabeth’s อาหารเช้าเจ้าดังจาก New York – LUMINE Shinjuku

    Sarabeth’s เป็นร้านอาหารเช้าเจ้าดังจาก New York โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “The Breakfast Queen of New York” เมนูของที่นี่จะเน้นอาหารเช้าสไตล์อเมริกัน เสิร์ฟทั้งวันแบบ All Day Breakfast ครับ ชิ้อร้านก็มาจาก Sarabeth Levine เชฟเจ้าของร้านผู้ชำนาญในการปรุงอาหารและขนมต่างๆ ในญี่ปุ่นมีร้าน Sarabeth’s ทั้งหมด 4 สาขา 3 สาขาใน Tokyo และอีกสาขาอยู่ที่ Osaka สำหรับวันนี้ผมไปทานที่สาขา Shinjuku อยู่บนห้าง LUMINE ไปช่วงเช้าๆ มีคิว 2-3 คิวครับ ลูกค้าแน่นร้านเลย เต็มทุกโต๊ะ ตัวร้านดูสว่าง เน้นโทนสีขาวเป็นหลัก หน้าร้านมีขาย สโคนและแยม ภายในร้านมีโซนที่เป็นโต๊ะและก็เป็นเคาท์เตอร์บาร์ รอคิวแปบนึงพนักงานก็พาไปนั่งที่โต๊ะครับ ดูรวมๆ ในร้านลูกค้าผู้หญิงซะมากกว่า แบบมานั่งคุยเมาท์มอยกัน


แสดงความคิดเห็น