Tour Eiffel (หอไอเฟล) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 12 (ตอนจบ)

แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางทริปนี้ กำหนดการของวันนี้ก็คือขึ้น หอไอเฟล สัญลักษณ์สำคัญของกรุงปารีสและประเทศฝรั่งเศส เสร็จแล้วก็เดินทางไปชอปปิ้งที่ La Vallée Village outlet ขนาดใหญ่นอกตัวเมือง จากนั้นก็จะไปสนามบิน Charles de Gaulle เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย

ชื่อของหอไอเฟล มาจาก กุสตาฟ ไอเฟล สถาปนิกผู้ออกแบบ สร้างเสร็จเมื่อปี 1889 มีความสูง 324 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น และครองอันดับหนึ่งยาวนานถึง 41 ปี จนมาเสียตำแหน่งให้ตึกไครสเลอร์ที่นิวยอร์คในปี 1930 จำนวนผู้เยี่ยมชมตั้งแต่เปิดมามีมากกว่า 200 ล้านคนแล้ว นับเป็นสถานที่ที่มีคนมาเที่ยวชมต่อปีสูงที่สุดในโลก

สำหรับหอไอเฟลนั้นทริปที่แล้วเรามาแค่ถ่ายรูป ไม่ได้ขึ้นไปข้างบนข้าง มาคราวนี้โชคดีได้ขึ้นไปชมวิว ถ่ายรูปกรุงปารีสจากมุมสูง โดยตั๋วขึ้นชมน่าจะจองมาจากทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งถ้าไม่ได้จองมาจะต้องเข้าแถวประมาณ 45-60 นาที ลิฟต์ขึ้น 2 ต่อ โดยรอบแรกจะขึ้นจากขา ขึ้นเป็นเหมือนกระเช้าเอียงๆตามโครงของขา พอมาถึงก็จะขึ้นลิฟต์ปกติ ไปยังส่วนบนของหอ

(ข้อมูลจากวิกิพิเดีย)

europe13_685
หอไอเฟล (รูปจากวันก่อนที่ไปล่องเรือในแม่น้ำ Seine)
europe13_791
วิวแม่น้ำ Seine จากหอไอเฟล
europe13_792
วิวบริเวณ Trocadéro ที่เราไปมาวันก่อน
europe13_793
มองไปลิบๆก็จะเห็นประตูชัย Arc de triomphe
europe13_794
สวนด้านล่าง
europe13_795
ตึกดูเป็นสีเดียวกันหมดเลย
europe13_796
ด้านบนมีห้องของ กุสตาฟ ไอเฟล ผู้ออกแบบด้วย ในห้องมีหุ่นจำลองตอนที่ Edison มาเยี่ยมชมหอนี้
europe13_798
ความสุงจุดนี้คือ 281 เมตร
europe13_799
ถ้านับยอดด้วยจะเป็น 324 เมตร
europe13_800
ความสูงของตึกต่างๆ ในไทย ใบหยก 2 สูงกว่าไอเฟล 4 เมตร ตอนที่เราไปที่สูงที่สุดในโลกคือ Burj Khalifa ที่ดูไบ
europe13_801
Trocadéro มุมเตี้ยลงมาหน่อย รูปนี้จากชั้น 2
europe13_797
อีกฝั่งนึงเป็นลาน Champ de Mars

เสร็จจากนี่เราก็แวะกินข้าวเที่ยวแล้วก็ไป La Vallée Village ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย ส่วนพี่ๆในทริปก็ได้ติดไม้ติดมือกันหลายคน มีอีกหนึ่งเรื่องลืมเล่าคือโรงแรมที่เราไปพัก Mercure Paris La Defense 5 นั้น เลวร้ายเลย
ขอให้เลี่ยงโรงแรมนี้โดยเด็ดขาด ห้องพอทน แต่ห้องกินข้าวเช้าห่วยแตกมาก เหมือนโรงอาหารโรงเรียน เข้าแถวกันยาวๆ และที่สำคัญที่สุดคือขโมยเยอะมาก ตอนแรกทริปนี้เป็นไปด้วยดี ไม่มีใครของหายเลย จนมาวันที่ 3 ในปารีสนี่ พี่คนนึงวางกระเป๋ากล้องไว้ที่โต๊ะข้าวแล้วเดินไปตักข้าว โดยกระเป๋าก็อยู่บนเก้าอี้ติดกับไกด์ที่มาด้วย กลับมาโดนขโมยไปแล้ว เหมือนกับคนที่ขโมยทำงานกันเป็นทีม คนแรกทำแกล้งทำแว่นตกแล้วมาถามไกด์ ดึงความสนใจไป คนที่สองก็มาหยิบกระเป๋าไปดื้อๆเลย ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีก็ออกจากโรงแรมไปแล้ว ทั้งที่ห้องกินข้าวนี่อยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม คุยกับเจ้าหน้า/ที่พนักงาน ทางโรงแรมก็ไม่รับผิดชอบ ใน foursquare มีคนเขียนด่าไว้เยอะมากๆ จริงๆที่ลิฟต์ของโรงแรมก็แปะเตือนไว้แล้ว แต่ใครมันจะไปนึกว่ามันเล่นกันง่ายๆอย่างงี้ ก็เป็นข้อควรระวัง ของมีค่าต้องติดตัวตลอดเวลาจริงๆ ทำให้ตอนที่เราไปหอไอเฟล พี่คนนี้ก็เลยไปสถานฑูต เพื่อออกพาสปอร์ตชั่วคราวมาครับ

europe13i_096
พาสปอร์ตชั่วคราว ข้างในก็จะเขียนด้วยลายมือทั้งหมด

พอมาถึงสนามบิน ปรากฎว่า เครื่องดีเลย์ เราเลยเดินแกว่วอยู่สนามบิน CDG อยู่นาน ทำให้เครื่องจาก Dubai กลับกรุงเทพ ก็ต้องเปลี่ยนไฟลท์ด้วย ทางสายการบิน Emirates ให้คูปองมาอาหารฟรีหนึ่งมื้อ เครื่องจากปารีสเป็น  A380 ลำใหญ่สบาย เดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง พอมาถึงดูไบก็แวะกินข้าวได้แป๊บแล้วก็เดินทางกลับไทยอีกประมาณ 6 ชั่วโมง

europe13i_097
อาหารบนไฟลท์

 

europe13i_098
รสชาติพอใช้ได้ ขนมอร่อยดี

เป็นอันจบทริป Europe 2013 นี้ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาครับ เขียนนานมาก โดยเฉพาะช่วงสวิสและฝรั่งเศสนี่หลายเดือนกว่าจะเขียนเสร็จ (อู้ไปนาน) สามารถติดตามอ่านทุกตอนได้ที่ Europe2013 ขอบคุณครับ

Similar Posts

  • |

    วันสุดท้ายในปารีส วันแห่งการเดินห้าง Galeries Lafayette / Printemps – budapest/paris ตอนที่ 11

    – blog นี้ ย้ายมาจาก blog เก่านะครับ – และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางทริปนี้ จะว่าไปก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายจริงๆ เรียกว่าเป็นเที่ยววันสุดท้ายดีกว่า เพราะเราเดินทางกลับไทยเช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น โปรแกรมวันนี้คือเดินห้าง น้องชายแยกตัวออกไปต่างจังหวัด ไปดู Villa Savoye งานออกแบบของ Le Corbusier

  • |

    รีวิวโรงแรม Kiwi International Hotel – New Zealand 2014 ตอนที่ 12.2

    ทาน fergburger เสร็จเราก็เดินทางไปยังสนามบิน Queenstown ครับ โดยก่อนจะเอารถไปคืนก็แวะเติมน้ำมันให้เต็มถัง แล้วก็ขับไปที่สนามบินเลย ตัวสนามบินอยู่ใกล้เมืองครับ ขับแป๊บเดียวก็ถึง พอถึงก็ขับไปตามป้ายที่บอกว่ารถเช่าให้คืนตรงไหน ไปจอดให้ตรงกับบริษัทที่เราเช่ามา แล้วก็เอากุญแจไปหย่อนที่บูทของบริษัทที่เราเช่าในตัวสนามบินครับ สำหรับสนามบิน Queenstown จะค่อนข้างเล็กพอสมควร เป็นชั้นเดียว ตอนที่เราไปนั้น (May 2014) กำลังต่อเต็มปรับปรุงอยู่ ที่รอเครื่องบินก็ติดกับ gate เลยครับ ฟ้าครึ้มพอสมควรวันนี้ พอถึงเวลา boarding ก็เดินไป gate จากเกทก็เดินไปขึ้นเครื่องที่ลานเลยบินประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง Auckland ฝนยังโปรยๆ นิดๆ เรานั่งรถบัสฟรีของสนามบินไปลงที่โรงแรมพวกโซนใกล้ๆสนามบิน โดยรถบัสจะวนไปส่งทีละโรงแรมจนครบ ที่เราต้องมานอน Auckland อีกคืนเพราะไฟลท์กลับไทยของการบินไทยจะออกสายๆ ประมาณ 11 โมง ซึ่งเราไม่มีไฟลท์บินกลับจาก Queenstown มาให้พอดีตอนเช้ามืด เลยต้องนอนอีกคืนครับ เราพักที่ Kiwi International Hotel บรรยากาศและสภาพโดยรวมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ดูเก่าๆนิดนึง ได้นอนชั้นล่างทั้งครอบครัว แต่ก็สะดวกดีเพราะไม่มีลิฟท์ แบกกระเป๋ากันคงไม่ไหว ห้องเราติดลานจอดรถข้างๆโรงแรม…

  • |

    รีวิว Sakura Lounge (Japan Airlines) สนามบินสุวรรณภูมิ

    ** ปัจจุบันรีโนเวทแล้วครับดูรีวิวได้ที่ รีวิว Sakura Lounge (Japan Airlines) สนามบินสุวรรณภูมิ (ปรับปรุงใหม่) สำหรับ Sakura Lounge ของ Japan Airlines นี่ถือเป็นครั้งแรกของผมครับ ได้เข้าไปใช้เพราะว่ารอบนี้บินชั้นธุรกิจไปโตเกียว (สนามบินฮาเนดะ) ก็เลยได้มีโอกาสมาลองใช้บริการ Sakura Lounge ที่สนามบินสุวรรณภูมินี่หละครับ ตัวเลาจน์อยู่ที่ชั้น 3 ฝั่ง Gate D ครับ ด้านหน้าปิดทึบไม่เห็นด้านใน มีประตูไม้แบบเปิดอัตโนมัติ เข้ามาปุ๊บพนักงานต้อนรับอยู่ขวามือครับ เข้ามาปุ๊บนี่อารมณ์แบบญี่ปุ่นมากเลย ไม้ๆ คลีนๆ ตัวเลาจน์ดูเริ่มเก่านิดหน่อย ไม่รู้เป็นเพราะโทนสีหรือว่าเก่าจริง ไฟลท์ที่ผมไปเป็นช่วงเช้า ผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการไม่เยอะมากประมาณนึงครับ 95% เป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด วันนั้นอาจจะมีผมคนเดียวมั๊งครับ ในห้องมีเก้าอี้นั่งมองออกไปข้างนอกดูเครื่องบินได้ด้วย

  • |

    Hop Heads คราฟท์เบียร์บาร์เล็กๆ หน้าโรงแรม Innotel Singapore

    จากร้าน Brewerkz ผมก็เดินเรื่อยๆ เลียบ Fort Canning Park มาจนถึงโรงแรม Innotel ที่จองเอาไว้ครับ (เดี่ยวรีวิวในห้องอีกที) เช็คอิน เก็บของ ล้างหน้าล้างต่างเสร็จก็ลงมาด้านหน้าโรงแรม แวะจิบเบียร์ที่ร้าน Hop Heads หน้าโรงแรมซะหน่อยครับ Hop Heads เป็นร้านอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม มีส่วนของร้านที่อยู่ในโรงแรม แล้วก็บาร์ที่อยู่ด้านนอก ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ จุดเด่นก็คือที่นี่เสิร์ฟคราฟท์เบียร์ครับ มีเบียร์สด 3-4 ตัว แล้วก็มีแบรนด์แปลกๆ ขายเป็นขวดครับ สำหรับอาหารก็พอมีสั่งเป็นกับแกล้มมาทานกับเบียร์ได้ วันที่ไปเป็นเย็นๆ วันพฤหัสบดี ลูกค้าเยอะเหมือนกันครับ ช่วงดึกๆ กลับมาโรงแรมก็ยังเห็นมีนั่งอยู่หลายโต๊ะ ร้านปิดเที่ยงคืนครับ

  • | |

    ตลาด Farmer’s Market ที่ UNU, Shibuya

    อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกก็คือ Farmer’s Market – ตลาดที่เจ้าของสวน เจ้าของฟาร์ม นำผลิตผลิตภัณฑ์ ข้าวของต่างๆ ที่ตนเองผลิตมาออกขายเองด้วยตัวเอง ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น รวมถึงในไทยด้วยครับ ผลผลิตที่นำขายก็จะได้รับความใส่ใจจากเจ้าของมากเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบออแกนิคปลอดสารอะไรอย่างงี้ครับ มาโตเกียวความนี้ ตั้งใจจะมางาน Aoyama Bread Festival ที่จัดคู่กันกับ Farmer’s Market @UNU คือตลาดเค้าจัดทุกอาทิตย์อยู่แล้ว งานขนมปังมาร่วมจัดเป็นพิเศษครับ ตัวตลาดจัดที่ UNU (United Nation Univesity) อยู่ไม่ไกลจากสถานี JR Shibuya สามารถเดินมาก็พอไหว แต่แนะนำให้นั่งรถเมล์มาจะดีกว่าครับ ในตลาดก็จะมีพืชผัก ผลไม้ อาหาร ขนมปัง น้ำผึ้ง อะไรพวกนี้ รวมถึงของนำเข้าจากต่างประเทศบางอย่าง (สงสัยเป็น Farmer ของประเทศอื่น หะหะ) ยาวๆประมาณ 2 แถว มีฝั่งซ้ายเป็นโซนรวม Food Truck สามารถแวะเติมพลังก่อนหรือหลังจับจ่ายตลาดได้ครับ

  • |

    สเต็กร้าน 43° Steak House – Hokkaido ตอนที่ 11.2

    เย็นวันนี้เรามาลองสเต็กร้านดังอีกร้านของซัปโปโร ชื่อร้าน  43° Steak House ซึ่งมาจาก 43° เหนือนั้นคือเมืองซัปโปโร ร้าน 43° Steak House อยู่บนชั้น 3 ของตึก Odori Bisse ร้านนี้มีชื่อเสียงตรงที่เนื้อวัวของทางร้านนั้นจะเป็น เนื้อที่ได้รับการ dry-aged ด้วยวิธีเฉพาะของทางร้าน ทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนสเต็กธรรมดาทั่วไป ร้านนี้เปิดสองช่วงเวลาคือมื้อกลางวันและมื้อเย็น ตอนแรกเรากะจะกินเป็นมื้อกลางวัน แต่ก็มาไม่ทัน last order ตอน 2 โมง เลยต้องเปลี่ยนแผนมากินตอนเย็นแทน


แสดงความคิดเห็น