เคารพศพ Duchesse de Bourgogne ที่โบสถ์ Church of Our Lady เมือง Bruges – ประเทศเบลเยี่ยม

วันที่สองของทริป Road to Belgium เรามีโปรแกรมกันตั้งแต่เช้า โดยโปรแกรมแรกจะเริ่มในตัวเมือง Bruges ห่างจากโรงแรมที่พักไปนิดเดียวเท่านั้นครับ เราจะเดินเท้าไปโบสถ์กันครับ

โบสถ์นี้มีชื่อในภาษาดัทช์ว่า Onze Lieve Vrouwkerk หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า Church of Our Lady โดยโบสถ์นี้นั้นมีความสำคัญ 2 อย่างคือ

1. เป็นที่เก็บศพของ Charles the Bold และลูกสาว The Duchess Mary หรือที่เราอาจจะคุ้นชื่อ Duchesse de Bourgogne นั่นเองครับ

2. ที่นี่มีประติมากรรมหินอ่อนขาวแกะสลัก The Madonna and Child ของไมเคิลแองเจโลอยู่ด้วย

คณะของเราเข้ามาเป็นกลุ่มแรก จ่ายค่าเข้าชมเสร็จก็เดินสำรวจได้เลย ภายในสามารถถ่ายรูปได้แต่ห้ามใช้แฟลชครับ เดินไปจนด้านหลังสุดก็จะเจอโลงศพของ Charles the Bold และ The Duchess Mary ส่วนชิ้นงานหินอ่อนแกะสลักจะอยู่ที่อีกฝั่งของโบสถ์ครับ

หอคอยของโบสถ์
ด้านหน้าประตูทางเข้า
มีเทียนให้จุดบูชา บริจาค 1 ยูโรมั๊งครับ
งานศิลปะภายในโบสถ์
งานศิลปะภายในโบสถ์
ภาพวาดบนผนังโบสถ์ เชื่อว่าวาดกันในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 14-15
งานศิลปะภายในโบสถ์
งานศิลปะภายในโบสถ์
โถงใหญ่กลางโบสถ์
ภายในโบสถ์
งานศิลปะภายในโบสถ์
โลงศพของ Duchesse de Bourgogne
โลงศพของ Duchesse de Bourgogne
โลงศพของ Charles The Bold
เจาะพื้นให้เห็นด้านล่าง มีภาพวาดด้วยครับ
นอนคู่กันอยู่สองพ่อลูก
งานศิลปะภายในโบสถ์
งานศิลปะภายในโบสถ์
วาดได้ตลกมาก ฮ่าๆ
ตัวหนังสือสวยงาม
เดินมาจนสุดอีกฝั่งก็จะเจอรูปแกะสลัก The Madonna and Child ของไมเคิลแองเจโล
ผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อมาโดยพี่น้องเศรษฐีพ่อค้าผ้า Giovanni และ Alessandro Moscheroni (Mouscron) ในปี 1504 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเดียวของไมเคิลแองเจโลที่ถูกขายออกมานอกอิตาลีขณะที่เค้ายังมีชีวิตอยู่ ผลงานชิ้นนี้เคยถูกเคลื่อนย้ายไป 2 ครั้งครับ ครั้งแรกระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1794 ต่อมานโปเลียนแพ้สงคราม ผลงานก็ได้รับการพากลับมาในปี 1815 พอกลับมาก็โดนทหารเยอรมันเอาไปตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1944 ก่อนจะถูกพบที่ออสเตรียแล้วในกลับมา
บริเวณโถงใหญ่ของโบสถ์
ออกจากโบสถ์มา เราก็ไปนั่งเรือชมเมืองกันครับ
ผ่านโรงเบียร์ De Halve Maan ที่มีข่าวสร้างท่อส่งเบียร์ยาว 3 กิโลเมตรออกไปนอกเมืองเพื่อไปบรรจุขวดนั่นเอง
ผ่านบ้านริมคูคลอง
บนตึกนี้มีหน้าต่างที่เล็กที่สุดใน Bruges อยู่
ด้านนอกของโบสถ์ Church of our lady ที่เราเพิ่งออกมา
ตึกสวยงาม
สะพานสมัยใหม่อันเดียวใน Bruges
งานศิลปะ
งานปลาวาฬที่สร้างจากเศษขยะพลาสติกจากทะเล หนัก 5 ตัน เป็นผลงานของ STUDIOKCA บริษัทออกแบบจากนิวยอร์ค

 

หลังจากชื่นชมผลงานและความสงบในโบสถ์เสร็จเราก็ออกมาล่องเรือตามคูคลองของเมือง Bruges ซึ่งมีเสียงบรรยายภาษาไทยซะด้วย จากนั้นก็รับประทานอาหารเที่ยงที่ร้าน ‘T Minnewater จบมื้ออาหารชาวคณะก๋ขึ้นรถบัสเผื่อไปยังโรงเบียร์แห่งแรกของทริปนี้ จะเป็นโรงอะไรนั้นติดตามต่อไปนะครับ 😀

Similar Posts

  • |

    เดินเล่นกินโน่นกินนี่ที่ Otaru – Hokkaido ตอนที่ 2.2

    พออิ่มท้องจากร้าน Masa Zushi แล้ว เราก็มาเดินเล่นเมืองโอตารุกันต่อ ซึ่งส่วนมากคนก็จะไปเดินกันที่ถนน Sakaimachi กัน แต่เราแอบนอกเส้นทางไปแวะที่โรงเบียร์โอตารุก่อน โดยระหว่างทางก็จะผ่านคลองโอตารุ ซึ่งสะพานในรูปก็เป็นมุมยอดนิยม ดังนั้นถ้าว่างอยู่ก็ควรรีบถ่าย เพราะบางที อาจจะมีนักเรียนมายืนถ่ายรูปหมู่ทั้งห้อง จากสะพานไปไม่ไกลก็ถึงโรงเบียร์โอตารุ

  • |

    ป. ประมงซีฟู๊ด พัทยา

    ตอนบ่ายๆไปจิบเบียร์ที่ร้าน Beer Fest พอช่วงค่ำก่อนเดินทางกลับ เราแวะทานข้าวเย็นที่ร้าน ป.ประมง ครับ เป็นร้านที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเช่นกัน เพื่อนในกลุ่มเคยมา ชวนให้ไปลองก็เลยแวะลองดูครับ ร้านจะอยู่บนถนนสุขุมวิทครับ ฝั่งวิ่งเข้ากรุงเทพ ถ้าออกจากถนนพัทยาเหนือวิ่งมาประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ร้านจะอยู่ซ้าย ริมถนนเลยครับ จอดรถริมถนนหรือเข้าไปจอดในลานของร้านก็ได้ครับ ที่นี่เมนูจะไม่ค่อยเยอะมาก เป็นอาหารทะเลเกือบทั้งหมด มีเมนูแนะนำเป็น ปลาเก๋า 2 น้ำ กั้งแก้วคั่วพริกเกลือ หอยจ๊อ ปูทะเลผัดผงกะหรี่ และ สลัดกุ้งตะกร้าแผือก แต่ความที่เราแพ้ปู ปลาหมึก กุ้ง เลยได้แต่ชิมปลาและหอยครับ (แพ้อาหารทะเลก็ยังจะแวะร้านอาหารทะเลอีก)

  • ชิมไวน์ที่ Amisfield Winery & Bistro – New Zealand 2014 ตอนที่ 11.4

    เดินทางกันมาจนถึง Winery สุดท้ายของทริปนี้ครับ รวมทั้งหมดเราแวะไปชิมได้ 9 โรง โรงสุดท้ายที่เรามาคือ Amisfield Winery & Bistro อยู่บนทางหลวงหมายเลข 6 เช่นกัน อยู่ห่างจาก Gibbston Valley แค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้นเอง Amisfield Winery เร่ิมปลูกองุ่นในปี 1999 ก่อนหน้านี้แถวนี้เป็นที่เลี้ยงแกะ แรกเริ่มปลูกอยู่ 4 พันธุ์คือ Pinot Noir, Pinot Gris, Sauvignon Blanc และ Riesling ผลิตออกวางจำหน่ายได้เป็น Vintage 2002 ตัวที่โดดเด่นก็คือ Pinot Noir ไวน์ดังของ Central Otago นั่นเองครับ ที่นี่ถ้าจะชิมรู้สึกว่าจะเสียเงินนิดหน่อย แต่ก็สามารถเอาไปเป็นส่วนลดได้หากเราซื้อกลับบ้านด้วยครับ นอกจากไวน์ที่นี่ก็ยังมีร้านอาหารไว้บริการเช่นกัน วันที่เราไปมีคนทานอยู่ โต๊ะ สองโต๊ะครับ

  • |

    รีวิวโรงแรม Roto Vegas Motel, Rotorua – New Zealand 2014 ตอนที่ 2.3

    จากหมู่บ้าน Whakarewarewa Thermal Village เราก็เดินทางมายังที่พักวันนี้ เป็นโมเต็ลขนาดกลางๆ ชื่อ Roto Vegas Motel อยู่เกือบจะใจกลางเมือง Rotorua เลย ตอนแรกเรา งงๆว่า motel กับ hotel ต่างกันยังไง พออ่านๆถึงได้เข้าใจว่า motel น่าจะหมายถึงโรงแรมท่เอารถมาจอดแทบจะติดกับห้องพักเลยนั่นเอง ที่นี่เราพักห้องเดียวกันทั้งบ้าน มี 2 ห้องนอน แล้วก็สามารถนอนในห้องนั่งเล่นได้อีกด้วย สรุปว่ามีเตียงประมาณ 7 เตียง นอนกันได้สบาย แต่คุ้นๆว่าห้องน้ำมีห้องเดียว ลำบากเล็กน้อย อีกอย่างนึงที่เจ๋งสำหรับคนชอบทำอาหารก็คือทุกโรงแรมใน New Zealand ส่วนใหญ่จะมีครัวเล็กๆให้เราทำอาหารทานเองได้ด้วย ในทริปนี้เรามีทุกโรงแรมยกเว้นวันสุดท้าย แต่เพื่อความชัวร์ ตอนจองก็ดูด้วยว่าเค้ามีเขียนว่ามีครัวรึเปล่า

  • |

    Himonoya ร้าน Izakaya แถว Ikebukuro – Japan 2014 ตอนที่ 8.2

    นอกจากพวกซูชิ และราเม็งแล้ว ร้านอีกแบบที่เราชอบมาของญี่ปุ่นก็คือ Izakaya พวกร้านนั่งดื่มบรรยากาศแบบอบอุ่นๆ สบายๆ ดูครึ้มหน่อย ส่วนมากลูกค้าก็จะมาสั่งเบียร์ สั่งเหล้าทานกับอาหารกับแกล้ม จานไม่ใหญ่มาก ทานเพลินๆ ปาร์ตี้หลังเลิกงานอะไรทำนองนี้ ทำให้ลูกค้าก็จะเป้นพนักงานออฟฟิศซักเยอะเหมือนกัน ตอนแรกก็หาอยู่หลายร้าน จริงๆก็เจอร้านนี้แล้วแต่คะแนนใน tabelog ไม่ค่อยเยอะ เลยยังไม่จดว่าจะต้องมาลอง เดินไปดูร้านนึงบรรยากาศได้มาก เป็นร้านเล็กๆ ไม่รู้ทำไมชอบร้านเล็กๆ ดูมันแบบขลังดี น่าจะอร่อย แต่มันก็เล็กจะเข้าไปนั่ง 4 คนไม่ไหว (ส่วนใหญ่จะนั่งเคาเตอร์กัน) ก็เลยต้องยอมร้านนี้ด้วยความที่มันค่อนข้างมีที่ มีโต๊ะให้พอนั่งได้ และอีกอย่างนึงคือมันใกล้ที่พักของเรามาก (Hotel Metropolitan Ikebukuro) ก็เลยมาซะหน่อย ร้าน Himonoya (ひもの屋) เป็นร้าน chain มีหลายสาขาทั่วประเทศ ตรง Ikebukuro นี่ก็มีถึงสามสาขาคือ ร้านนี้ Nishi-Ikebukuro แล้วก็ Higashi-Ikebukuro สาขาสุดท้ายไกลสถานีหน่อย Nishigushi อ่านคอมเมนต์มาคนก็จะบอกว่ากลิ่นปลาตลบอบอวล พอมาถึงก็เลยไม่ตกใจมาก เพราะเตรียมใจมาก่อนแล้ว ที่กลิ่นปลาย่างเยอะเพราะร้านนี้มีของขึ้นชื่อเป้นพวกปลาตากแห้งย่างครับ แนวๆปลาชิมาฮกเกะในร้าน Ootoya บ้านเราประมาณนั้นครับ สำหรับการสั่ง…

  • | | |

    Daikanyama ย่านเดินเล่นน่ารักของ Tokyo

    จากร้านกาแฟ Sarutahiko Coffee คณะของเราเดินทางมาต่อกันที่ย่าน Daikanyama อีกหนึ่งย่านเดินเล่นที่น่าสนใจของ Tokyo ครับ สามารถมาด้วยรถไฟสาย Toyoko Line จาก Shibuya แค่สถานีเดียวเท่านั้นครับ ที่นี่จะต่างจาก Shimokitazawa ร้านค้าจะเป็นแบรนด์ใหญ่กว่า ร้านดูเนี้ยบ ดูหรูหราขึ้นมาจาก Shimo อีกนิดนึง Shimo ซึ่งก็จะมีทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย ร้านกระเป๋า ร้านขายของแฟนชั่น ร้านรองเท้ายี่ห้อดังๆ รวมถึงร้าน คาเฟ ร้านกาแฟเก๋ๆ ที่ก็มีโผล่ตรงนู้นตรงนี้รอบบริเวณครับ จุดหมายของเราคือ Daikanyama T Site ซึ่งเป็นโครงการที่รวมเอาร้านหนังสือ ร้านกาแฟ ร้านอาหารเอาไว้ด้วยกัน อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 400 เมตร เดินชมร้าน ชนถนนไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงครับ


แสดงความคิดเห็น