nz2014

  • |

    Mackenzie’s Stonegrill, Lake Tekapo – New Zealand 2014 ตอนที่ 7.2

    จากที่พักเราขับกลับเข้ามาบริเวณร้านค้าใกล้ทะเลสาบ จริงๆก็พอเดินได้แต่ก็ขี้เกียจเลยขับมา หาที่จอดแล้วก็ลงเดิหาร้านข้าวทาน มีร้านเล็กๆหลายร้าน เป็นคาเฟต์บ้าง เบเกอรี่บ้าง ตอนแรกที่เราหาข้อมูลมา มีร้านญี่ปุ่นได้คะแนนเยอะอยู่หนึ่งร้าน แต่ที่บ้านไม่มีใครอยากทาน แล้วร้านก็ดูเฉยๆ ดูไปดูมาจนมาลงที่ร้านชื่อ Mackenzie’s Stonegrill Mackenzie’s Stonegrill มีเมนูเด่นตามชื่อร้านก็คือเนื้อสัตว์ต่างๆย่างบนแผ่นหินที่เผามาจนร้อน เวลาเสิร์ฟก็ยกเนื้อมาแบบดิบๆ ให้เรามา cook เองบนหิน นอกจากเมนูหินร้อน ที่ร้านก็ยังมีเมนูอื่นๆขายด้วย อย่าง นาโช หรือ พาสต้า ต่างๆ แล้วก็มีเบียร์ยี่ห้อ Monteith’s หลายๆสีเสิร์ฟอยู่

  • Christchurch ไป Lake Tekapo – New Zealand 2014 ตอนที่ 7.1

    เริ่มต้นวันแรกบนเกาะใต้ที่ Christchurch เมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะใต้ และมีประชากรเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ที่นี่เราไม่มีเวลาแวะดูอะไร ต้องรีบออกเดินทาง เพราะระยะทางของเราวันนี้ประมาณ 250 กิโลเมตรได้ ดูจากในกูเกิ้ลใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง จุดหมายของเราคือ Lake Tekapo อยู่ทางทิศตะวันตกของ Christchurch จริงๆถ้าวิ่งทางหลวงหมายเลข 1 จะสั้นกว่าราวๆ 20 กิโลเมตร แต่ก็แนะนำว่าให้วิ่งเส้น 73 >> 77 >> 72 เพราะเป็น Scenic Route มีวิวภูเขา สวยงามสุดสายตา สำหรับถนนจะขับไม่ยากมากเท่าไหร่ เป็นทางราบวิ่งยาวๆ ถนนไม่ใหญ่ แต่รถไม่เยอะ พอจะทำความเร็วได้ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมากกลัวโดนจับความเร็ว วิวระหว่างทางจะเป็นภูเขา ทุ่งหญ้า มีสัตว์และ ไร่นา เรื่อยๆ ตลอดทาง

  • |

    รีวิว Southwark Apartments Christchurch – New Zealand 2014 ตอนที่ 6.4

    ขับออกจาก Murdoch James เรามุ่งหน้าไปทางทิศะวันตกเฉียงใต้บนทางหลวงหมายเลข 2 สู่ Wellington เมืองหลวงของประเทศ New Zealand ที่อยู่ห่างออกไปราว 90 กิโลเมตรได้ ระหว่างทางผ่านภูเขาหลายช่วง ซึ่งขับค่อนข้างยาก ทางเล็ก ขึ้นเนินลงเนินตลอด ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็พอดีกับที่กะเอาไว้ มาถึง Wellington เราไม่ได้แวะเที่ยวอะไรเลย มุ่งหน้าไปสนามบิน ระหว่างทางมีซ่อมถนนทำให้รถติดเป็นบางช่วง เข้าเขตสนามบิน เราก็เอารถไปเติมน้ำมันให้เต็มถัง เสร็จก็เข้าไปจอดบริเวณจุดรับรถคืนของบริษัทเช่ารถ เอากุญแจไปให้พนักงานที่อยู่ในตัวคารผู้โดยสาร แล้วก็ไปเช็คอิน โหลดกระเป๋ากัน เราบินด้วยสายการ JetStar สายการบินโลว์คอสต์ ทำให้ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่มสำหรับกระเป๋าเดินทาง ในส่วนนี้เรากะคร่าวๆตั้งแต่ตอนจองตั๋วมาแล้ว ทำให้ไม่มีปัญหาอะไร เครื่องใช้เวลาแป๊บเดียว 40 นาที เราก็ข้ามก็มายังเกาะใต้ โดยลงจอดที่เมือง Christchurch เมืองที่หลายๆคนน่าจะคุ้นหูเพราะมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ไปไม่กี่ปีก่อนนี้ และเป็นเมืองที่มีนักเรียนไทยมาเรียนกันเยอะเป็นอันดับต้นๆอีกด้วย พอมาถึงเราก็ไปทำเรื่องรับรถรุ่นเดิมหน้าตาเหมือนเดิมเปี๊ยบ เสร็จก็ขับไปยังที่พักของเราวันนี้ เป็น Apartment ข้างนอกดูโทรมๆหน่อย ลานจอดรถก็พื้นเป็นดาวอังคาร  มาถึงไม่มีคนรับเรื่องแล้ว โทรไปโทรจนทราบว่าเค้าเอากุญแจเก็บไว้บนโต๊ะ โทรคุยจนได้ code เปิดเข้าอาคารไป…

  • โรงไวน์ Murdoch James, Martinborough – New Zealand 2014 ตอนที่ 6.3

    ทานข้าวกลางวันเสร็จเราออกจากตัวเมืองเพื่อไปแวะโรงไวน์สุดท้ายบนเกาะเหนือ ก่อนที่เราะจไปขึ้นเครื่องที่ Wellington ในช่วงเย็น โรงที่เราจะไปกันมีชื่อว่า ‘Murdoch James’ Murdoch James ก่อตั้งขึ้นไปในปี 1986 โดย Roger Fraser ซึ่งตั้งชื่อโรงไวน์ตามชื่อพ่อของเขา (Murdoch James Fraser) ที่นี่ก็เรียกว่าเป็น Premium hand-crafted อีกแห่ง เพราะยังใช้มือในการเลือกองุ่นและผลิตไวน์อย่างพิถีพิถัน ผสมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมและเทคนิคสมัยใหม่เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ไวน์ที่มีรสชาติและคุณภาพดีที่สุด สายพันธุ์องุ่นที่โดดเด่น คือ Pinot Noir, Syrah และ Pinot Gris สำหรับที่นี่คุ้นๆว่าถ้าชิมต้องเสียเงินรึเปล่าไม่แน่ใจ แต่ก็ประมาณ 4-5 NZD ต่อคนเท่านั้น ได้ชิมไวน์คนละ 4-5 แก้ว โดยมีคุณลุงที่ดูขรึมๆหน่อย อธิบายไว้แต่ละชนิดให้ฟังด้วย

  • |

    ทานข้าวกลางวันที่ Cafe Medici, Martinborough – New Zealand 2014 ตอนที่ 6.2

    จาก Tasting Room ของ Schubert เราขับกลับเข้ามาในเมืองเพื่อทานอาหารกลางวัน ร้านนี้หามาจากเมืองไทยแล้ว เป็นร้านที่ได้คะแนนเยอะ ตัวร้านอยู่กลางตัวเมือง ที่จอดรถก็ต้องหาๆ ริมถนนเอาครับ ร้าน Cafe Medici นี่ก็จะขายอาหารจานเดียวทานง่ายๆ มีเป็นอาหารเช้าและอาหารกลางวัน มีพวกเบเกอรี่ต่างๆ แล้วก็มีขายพวก กาแฟ สมูธตี้ น้ำผลไม้ ไวน์ เบียร์ ก็พอมีครับ คนเต็มร้านเหมือนกัน เราไปได้โต๊ะใหญ่ พนักงานก็มาจดๆรายการอาหาร รอไม่นานมาอาหารก็มาเสิร์ฟ เราว่าร้านนี้จัดจานมาสวยงาม ดูน่าทานดีทุกจาน

  • ชิมไวน์ Schubert, Martinborough – New Zealand 2014 ตอนที่ 6.1

    วันที่ 6 วันสุดท้ายบนเกาะเหนือของเรา เราเริ่มต้นกันที่เมือง Masterton เมืองเล็กๆ ขับลงใต้ 40 กิโลไปยัง Martinborough อีกเมืองหนึ่งที่มีการปลูกองุ่นและผลิตไวน์อยู่หลายยี่ห้อ โดยไวน์ในเขตนี้ region จะเรียกเป็น ‘Wairarapa‘ ไม่ก็เรียก ‘Martinborough’ เลย ‘Wairarapa’ นี่จะมี 3 เมืองคือ Masterton (ที่เรานอนเมื่อคืน), Martinborough และ Gladstone ใน region นี้องุ่นพันธุ์ที่โดดเด่นคือ Pinot Noir, Sauvignon Blanc, Chardonnay, และ Syrah ที่แรกเราไปคือ Tasting room ของ Schubert อยู่ห่างจากใจกลางเมืองไม่ถึง 1 กิโลเมตรดี ที่นี่ชื่อฟังดูเป็นเยอรมัน ก็เพราะ ‘Kai Schubert’ เจ้าของนั้น เป็นคนเยอรมัน เรียนจบทางด้านการปลูกองุ่นและทำไวน์มาโดยเฉพาะ เรียนจบก็ไปทำงานในโรงไวน์ แล้วก็ฝันว่าจะมีโรงไวน์เป็นของตัวเองมาตลอด เดินทางไปทั่วโลกจนมาซื้อที่ประมาณ 40 เฮกเตอร์ที่ Martinborough นี่ในปี…

  • |

    รีวิวโรงแรม Acorn Estate Motel, Masterton – New Zealand 2014 ตอนที่ 5.4

    หลังจากครบ 3 โรงแล้วเราก็ออกเดินทางลงใต้ประมาณ 220 กิโลเมตร โดยคืนนี้เราจะพักที่เมือง Masterton ซึ่งอยู่ระหว่างทาง ไป Wellington ที่เราจะไปขึ้นเครื่องข้ามไปเกาะใต้กันในวันพรุ่งนี้ตอนค่ำๆ สำหรับการเดินทางจาก Napier ลงไป Masterton ช่วง 100 กิโลเมตรแรกนี่ขับรถค่อนข้างยาก เพราะว่าถนนแคบมาก หลายจุดจะเป็นถนนวิ่งสวนกันฝั่งละเลน เล็กกว่าถนนต่างจังหวัดบ้างเราอีก บางทีเจอรถใหญ่ช้าๆ บ้าง ถนนกว่าจะโอเคใหญ่และวิ่งได้สะดวกขึ้นก็คือผ่านเมือง Dannevirke ไปแล้ว ทำให้ระยะทาง แค่ 200 กว่าโล ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆได้ ช่วงค่ำพอถึง Masterton เราไม่ได้ไปทานข้าวที่ร้าน เพราะหาแล้วไม่ค่อยมีอะไรมาก เมืองค่อนข้างเล็ก ก็เลยไป Pak n’ Save ซุปเปอร์มาร์เก็ตในตัวเมือง ซื้อเนื้อสัตว์ ซื้อผักกลับมาทำที่โรงแรมทานแทน

  • โรงไวน์ Brookfields, Napier – New Zealand 2014 ตอนที่ 5.3

    มาถึงโรงสุดท้ายในโซน Hakwes Bay ที่เราไปแวะชิมหลังจากทานข้าวกลางวันที่ Mission Estate มาแล้ว เราก็มาแวะที่ Brookfields ก่อนจะออกเดินทางลงใต้ไป Wellington โดยคืนนี้เราจะพักที่ Masterton เมืองขนาดเล็กๆ ระหว่างทาง Brookfields ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1937 ก่อนที่เจ้าของคนปัจจุบันคือ Peter Robertson จะมาซื้อกิจการในปี 1977 แล้วก็วางตัวเป็น Boutique Winery คือผลิตไวน์จำนวนไม่มากนัก ตั้งราคาค่อนข้างสูง แล้วก็ไม่ยอมขายกิจการให้กับนายทุนเจ้าใหญ่ๆ ทางเข้าไปถึงตัวโรงงานค่อนข้างลำบาก จากถนนใหญ่เป็นถนนลูกรัง พอถึงก็เงียบๆ ใจแป้วว่าปิดอีกแล้วรึเปล่า เดินไปเดินมาก็มีคุณป้าโผล่มาตอนรับ หน้าตาค่อนข้างดุ พูดเนิบๆ แล้วก็ชวนเข้าไปในห้องด้านหลังเพื่อลองชิมไวน์ ปกติที่อื่นจะยืนชิม ที่นี่มีเรากรุ๊ปเดียวเลย นั่งโต๊ะชิม ชิมไปคุณป้าก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป อธิบายพันธุ์องุ่น เล่าว่าปีนี้แดดดี ปีนี้ฝนลงเยอะไปหน่อยอะไรอย่างนี้ ซักพักมีคุณลุงผู้ชายโผล่มาบอกว่ากำลังจะมาเมืองไทย เค้ามาหลายรบแล้ว รอบนี้จะมาที่หัวหิน บอกว่ามีปลูกองุ่นทำไวน์อยู่ด้วย ตอนที่เค้าเล่าเรายังไม่รู้ว่าคือที่ไหนจนกลับมาอ่านแล้วได้รู้ว่าคือ Hua Hin Hills Vineyard มีไวน์ยี่ห้อ Monsoon Valley เป็นตัวดัง คุยเสร็จชิมเสร็จก็ซื้อกลับบ้าน ขวด…

  • โรงไวน์ Mission Estate, Napier – New Zealand 2014 ตอนที่ 5.2

    จาก Esk Valley เราขับลงใต้ผ่านสนามบินแล้ว เลี่ยงออกนอกเมืองไปยังถนน Church Road เพื่อไปยังโรงไวน์ที่ 2 ของวันนี้ โรงนี้มีชื่อว่า Mission Estate ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Church Road Winery ที่เราเดินทางมาเมื่อวาน Mission Estate เป็รโรงไวน์ที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดอีกแห่งของ New Zealand โดยย้อนประวัติไปได้ถึงปี 1838 ที่กลุ่มมิชชันนารีจากฝรั่งเศสได้เดินทางมาถึงที่นี่ ก่อตั้งโรงไวน์แห่งนี้ในปี 1851 และได้เริ่มผลิตไวน์จำหน่ายวินเทจแรกเป็นปี 1870 เรียกว่ามีอายุกว่า 160 ปีเลยทีเดียว ที่นี่มี Wine Tasting แล้วก็มีส่วนที่เป็นห้องอาหารด้วย เรามาถึงช่วงบ่าย จะวางแผนจะมาทานข้าวกลางวันที่นี่ด้วยเลย มีอย่างนึงที่แปลกใจก็คือ ไวน์ที่ขายบริเวณที่ชิมกับในร้านอาหารจะคนละราคา คือต่างกันหลายเท่า เหมือนไปเปิดตามร้านอาหารข้างนอก เราก็เลยทานแต่ข้าว ไม่ได้เปิดไวน์ ใช้ซื้อกลับไปกินเอาดีกว่าประหยัดเงินไปเยอะพอสมควร