|

ทานข้าวที่ร้าน Royal ก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย – Hokkaido ตอนที่ 13

แล้วก็มาถึงเช้าวันสุดท้ายของทริปนี้ เราออกเดินทางไปสนามบินโดยรถตู้คันใหญ่ โดยให้พนักงานของโรมแรงติดต่อไว้ให้ จากโรงแรมไปสนามบิน New Chitose Airport ก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที รถไม่ค่อยติดมาก

พอจัดการเรื่องกระเป๋าและตั๋วเสร็จก็หาอะไรกินก่อนขึ้นเครื่อง ร้านที่เรามากินเป็นมื้อสุดท้ายในญี่ปุ่นชื่อร้าน Royal
มีเซ็ตอาหารเช้าทั้งแบบฝรั่ง และแบบญี่ปุ่น

hokkaidoI_385
กาแฟร้อนในเซ็ต ไม่ค่อยอร่อย
hokkaidoI_386
ชุดนี้เป็นปลาและไข่ดาว
hokkaidoI_387
ทั้งเซ็ตจะมีข้าวและก็ซุปด้วย
hokkaidoI_388
จานนี้เป็นแบบฝรั่ง มีไข่ดาวสองฟอง ไส้กรอกและแฮม
hokkaidoI_389
เสิร์ฟพร้อมขนมปัง
hokkaidoI_390
ทั้งเซ็ตเป็นแบบนี้
hokkaidoI_391
ตัดภาพมาอีกทีอยู่บนเครื่องขากลับการบินไทย มีหมูราดซอสเสิร์ฟกับโซบะเย็น พอใช้ได้ครับ
hokkaidoI_392
มีของว่างให้ทานเป็นขนมปังกับข้าวปั้น

ขากลับจาก Hokkaido บินนานประมาณ 7 ชั่วโมงกว่าเพราะว่าบินต้านลม
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นทริปนี้ หากตอนไหนมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือคำไหนสะกดไม่ถูก อ่านไม่ถูก แจ้งมาได้เลยนะครับ

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาทุกตอนครับ
สามารอ่านตอนเก่าๆทั้งหมดได้จาก tag นี้ครับ — > ฮอกไกโด

Similar Posts

  • Tottori ทะเลทรายที่ญี่ปุ่น – Japan Nov14 ตอนที่ 4.2

    จากชายฝั่ง Uradome คุณลุงแทกซี่พาเรามายังไฮไลท์อีกหนึ่งอย่างของทริปนี้ นั่นก็ทะเลทราย ! ก่อนหน้าที่จะมาเริ่มเตรียมข้อมูลการมาเที่ยวทริปนี้ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอะไรอย่างงี้อยู่ที่ญี่ปุ่นด้วย ที่นีมีชื่อว่า Tottori Sand Dunes ภาษาญี่ปุ่นจะเขียนว่า 鳥取砂丘 (Tottori Sakyu) ทะเลทรายแห่งนี้จะอยู่ริมทะเลทางทิศเหนือของตัวเมือง ถ้ามาจากสถานีก็จะห่างประมาณ 8 กิโลเมตร เข้าชมฟรี เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวบอกว่าให้มาเย็นๆ รอดูพระอาทิตย์ตกลับขอบของตัวแนวภูเขาทราย คุณลุงแทกซี่คงขี้เกียจเดินแล้ว ส่งเราที่ลานจอดรถแล้วก็นัดแนะเวลาว่ากี่โมงให้มาเจอกัน บริเวณทางเข้ามีอูฐให้ขึ้นไปถ่ายรูปได้ ขี่ถ่ายรูปราคานึง ถ้าขี่เดินไปเดินมาเลยก็จ่ายเพิ่มอีก ตอนดูในรูปเรารู้สึกว่ามันกว้างใหญ่ แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะสูง พอเดินจากที่จอดรถมา รู้สึกได้ว่าจะต้องเหนื่อยแน่นอน ทางเดินจะค่อยๆลาดลงไปแล้วชันขึ้นเหมือนเดินขึ้นเขานั่นเอง ตัวเม็ดทรายไม่ละเอียดมาก แต่ก็ไม่หยาบเท่าไหร่

  • Katsukura หมูทอดทงคัตสึร้านดังจากเกียวโต – ICONSIAM


    กลับไปที่ ICONSIAM อีกครั้งครับ แน่นอนว่าไปหาของกินเหมือนเดิม ฮ่าๆ หลังจากที่ได้ไปลอง Masa Zushi และ Unagi Toku คราวนี้เป็นร้านเป็นร้านหมูทอดเจ้าดัง Katsukura ซึ่งตัวผมเองถ้าไปแถวโซนโอซาก้า เกียวโตก็จะแวะไปทานทุกทริป คุ้นๆ ว่าน่าจะไปทานซัก 4-5 รอบแล้ว (เช่นสาขาสถานีเกียวโต) ร้าน Katsukura เป็นร้าน Tonkatsu ร้านเก่าแก่จากเมือง Kyoto ครับ เปิดสาขาแรกในปี 1994 คือตอนนี้ก็อายุราวๆ 25 ปีแล้ว สำหรับสาขาในไทยนี้เป็นประเทศที่ 2 ต่อจากจีนที่ทางออกมาเปิดนอกประเทศ ตัวร้านอยู่ในโซน Rose Dining ด้านในเกือบจะสุดทางครับ บรรยากาศดูสีโทนอ่อนๆ มินิมัลแบบญี่ปุ่น วันที่ผมไปลูกค้าเยอะพอสมควรถ้าเทียบกับร้านอื่นที่เงียบเกือบทุกร้าน หลังจากสั่งอาหารเสร็จพนักงานก็จะเอาถ้วยมาให้เราบดงาเพื่อใส่ในน้ำจิ้มหมูครับ สำหรับหมูทอดนั้น จะมีให้เลือกสองส่วนคือสันนอกและสันใน แต่ละส่วนมีน้ำหนักให้เลือก สามขนาดคือ 80, 120 และ 160 กรัม รอไม่นานแต่ละจานก็ทยอยมาเสิร์ฟ 

  • |

    On The Table คราฟท์เบียร์บาร์ สถานี Daimon

    ทริปโตเกียวคราวนี้จองค่อนข้างกระชั้นชิดและเป็นช่วงท่องเที่ยวพอดีทำให้โรงแรมเต็มหมดแล้วครับ จึงได้ใช้บริการของ Airbnb อีกครั้ง ก็เลยได้มาพักฝั่งตะวันออกของโตเกียวอยู่แถวสถานี Hamamatsucho (ปกติพักแต่แถว Shinjuku เป็นหลัก) พอมาพักฝั่งนี้ก็เลยได้ลองไปร้านเบียร์ร้านใหม่ๆอีกหลายร้านครับ ส่วนมากก็เป็นร้านแถวๆ สถานี Hamamatsucho สถานี Daimon นี่แหละครับ ซึ่งโซนนี้จะเป็นคนทำงานเยอะหน่อย ในร้านก็จะเจอ Salary Man ใส่สูทดำมากันเป็นกลุ่มๆ แบบเลิกงานเสร็จก็มา ร้านแรกที่ได้ไปลองชื่อว่าร้าน On The Table โดยร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกับ Goodbeer Faucets ร้านโปรดของผมครับ แต่สาขานี้จะเน้นพนักงานออฟฟิศมากกว่า ตัวร้านอยู่บนชั้น 3 ของตึก GEMS อยู่ห่างจากสถานีเพียง 100 เมตรเท่านั้น

  • Muginae Homemade Ramen ราเม็งน้ำใสคะแนนอันดับ 1 ของโตเกียว สถานี Omori

    วันแรกตื่นไปเข้าคิวร้าน Tomita วันที่สองไปเข้าคิวราเม็งอีกร้านครับเป็นร้านดังเช่นกันคะแนนในเว็บ Tabelog เป็นอันดับ 1 ของโตเกียวร้านนี้มีชื่อว่า Muginae Homemade Ramen ครับ ร้านอยู่แถวสถานี Omori ทางทิศใต้ของกรุงโตเกียวครับลงต่อมาจาก Shinagawa อีก2 สถานีผมเดินทางจาก Ikebukuro ใช้เวลาราวๆ50 นาที ร้าน Muginae นี้จะใช้ระบบคิวแบบคนต่อคนคือไม่สามารถมาจองเผื่อคนอื่นๆได้จะทาน 5 ต้องมาคิว 5 คนเลยครับซึ่งทางร้านจะเริ่มแจกคิวตอน 10.45 ผมเองมาถึง 9.45 มีผู้ชายมาก่อนหน้าหนึ่งคนหน้าร้านมีเก้าอี้อยู่ 5 ตัวครับแล้วก็จะเป็นแถวยืนยาวๆวันที่ไปนี่แดดแรงพอสมควรขาจะไหม้เอา  ผมได้คิว 11.20 ครับ ส่วนเพื่อนมาสายกว่าชั่วโมงนึง ได้คิว 11.50 สรุปว่า วันธรรมดา มาถึงร้านซัก 10.30 กำลังดี ไม่ต้องรอคิวนาน ได้ใบเสร็จก็ไปเดินเล่นรอแป๊บเดียว ถึงเวลาพนักงานก็ให้เข้าร้านครับที่นี่ใช้วิธีกดคูปองจากตู้เอา ซึ่งรับแค่เหรียญกับแบงค์ 1000 เยน แบงค์ 5000 , 10000 ไม่รับนะครับ แลกมาให้พอดี น้ำซุปของที่นี่จะเป็นสองแบบครับคือซุปไก่และซุปปลา (niboshi) ผมเองอยากลองทั้งสองอย่างแต่คงจะไม่ไหวเลยสั่งแค่ซุปไก่และเพิ่มข้าวหมูย่างเป็น side dish เพื่อนบอกให้เพิ่มเกี๊ยวด้วย แต่วันนี้เกี๊ยวไม่พอเลยอดครับ ได้คูปองก็ให้พนักงานผู้หญิงไป ที่จริงเธอไม่ได้เป็นพนักงานหรอกครับแต่เป็นเจ้าของร้านนั่นแหละ คือร้านนี้ทำกันสองคน ผู้ชายเป็นพ่อครัวส่วนผู้หญิงก็ดูและลูกค้าและช่วยเรื่องอื่นๆ บรรยากาศภายในร้านมีความเหมือนคาเฟจิบกาแฟ ขนม มากกว่าร้านราเม็งทั่วไป…

  • |

    รีวิว Suginoi Hotel โรงแรมสุดอลังการ Beppu

    จาก Yufuin คณะของเราเดินต่อมายังเมือง Beppu ที่อยู่ไม่ไกลกันครับ เมืองนี้ผมเคยมาเมื่อทริปที่แล้ว เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อน เพราะมีกระจายอยู่ทั่วเมืองแต่ละบ่อก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกันไปครับอ่านได้จาก post เก่า สำหรับทริปนี้ได้มาพักที่โรงแรมชื่อดังของเมืองนั่นก็คือ Suginoi โรงแรมขนาดใหญ่สุดอลังการครับ การเดินทางจากสถานีจะมาถึงรถ Shuttle Bus สีม่วง ด้านหลังสถานี Beppu ซึ่งจะมีรถออกเป็นรอบๆ พอมาถึงก็ต้องดูว่าเราจะลงตึกไหนเพราะมี 3-4 ตึกเลยทีเดียว ที่นี่เค้าจะมาเล่นสระน้ำอุ่นที่ดาดฟ้ากันครับ ซึ่งตอนกลางคืนจะมีแสดงโชว์ไฟและน้ำพุด้วย ส่วนตัวห้องพัก ห้องที่ผมได้เหมือนจะเพิ่งรีโนเวทไม่นาน เลยดูใหม่ ใหญ่ สะอาดดีมาก

  • โรงไวน์ Murdoch James, Martinborough – New Zealand 2014 ตอนที่ 6.3

    ทานข้าวกลางวันเสร็จเราออกจากตัวเมืองเพื่อไปแวะโรงไวน์สุดท้ายบนเกาะเหนือ ก่อนที่เราะจไปขึ้นเครื่องที่ Wellington ในช่วงเย็น โรงที่เราจะไปกันมีชื่อว่า ‘Murdoch James’ Murdoch James ก่อตั้งขึ้นไปในปี 1986 โดย Roger Fraser ซึ่งตั้งชื่อโรงไวน์ตามชื่อพ่อของเขา (Murdoch James Fraser) ที่นี่ก็เรียกว่าเป็น Premium hand-crafted อีกแห่ง เพราะยังใช้มือในการเลือกองุ่นและผลิตไวน์อย่างพิถีพิถัน ผสมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมและเทคนิคสมัยใหม่เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ไวน์ที่มีรสชาติและคุณภาพดีที่สุด สายพันธุ์องุ่นที่โดดเด่น คือ Pinot Noir, Syrah และ Pinot Gris สำหรับที่นี่คุ้นๆว่าถ้าชิมต้องเสียเงินรึเปล่าไม่แน่ใจ แต่ก็ประมาณ 4-5 NZD ต่อคนเท่านั้น ได้ชิมไวน์คนละ 4-5 แก้ว โดยมีคุณลุงที่ดูขรึมๆหน่อย อธิบายไว้แต่ละชนิดให้ฟังด้วย


แสดงความคิดเห็น