Cantillon ทัวร์และชิมโรงเบียร์เปรี้ยว Lambic ชื่อดังของโรงที่เมืองบรัสเซลส์ – ประเทศเบลเยี่ยม

วันที่ 6 ของทริป Road to Belgium กับชาวคณะ Captain Barrel นั้นช่วงเช้าปล่อยตามสบายครับ ใครอยากไปไหนก็ได้ แต่ให้มาเจอกันที่ร้านอาหารตอนเที่ยง สำหรับคนที่ยังไม่หนำใจกับการจิบเบียร์ ก็ได้นัดรวมตัวตั้งแต่เช้าไปยังโรง Lambic ชื่อดังของโลกที่มีชื่อว่า ‘Cantillon’

Cantillon (กองติญง) เป็นโรงเบียร์ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1900 โดย Paul Cantillon และ Marie Troch ภรรยา ในช่วงแรกนั้นทางโรงยังไม่ได้ต้มเบียร์เอง แต่ใช้วิธีซื้อเบียร์ Lambic จากโรงอื่นๆ มาเบลนด์ (ปัจจุบันก็ยังมีโรงที่ซื้อเบียร์มาเบลนด์แบบนี้ทั้งในยุโรปและอเมริกา) ผ่านไป 38 ปีจึงได้มีการต้มเองโดยลูกชาย 2 คนของ Paul ชื่อ Robert และ Marcel ซึ่งดันโดนเรียกไปเป็นทหารในช่วงสงครามอีก

กว่าโรงจะกลับมาผลิตอย่างจริงจังก็ราวปี 1950 พอ 1960 เบียร์ lambic ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม Robert ก็ขายหุ้นให้น้องชาย Marcel สักพักตัว Marcel เองก็เลิกทำต้มเมื่อลูกสาวได้แต่งงานกับ Jean-Pierre Van Roy ซึ่งกลายมาเป็นผู้สืบทอดต่อแทน

ทางโรงเปิดให้คนมาเข้าชมได้ในปี 1978 ซึ่งทำให้โรงเป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วก็ยังได้รายได้จากการเยี่ยมชมเพิ่มขึ้นด้วย พอปี 1986 โรงก็เริ่มส่งเบียร์ขายที่สหรัฐอเมริกา และในปี 1989 Jean ลูกชายของ Jean-Pierre ก็มาเริ่มช่วยงานพ่อ ตั้งแต่ไม่เป็นอะไรเลย

และในปี 2009 Jean-Pierre ก็ต้มเป็นแบทช์สุดท้าย ก่อน Jean คนลูกจะเริ่มดูแลทั้งหมดอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เริ่มดูแลโรง Cantillon มา 6 ปี ตั้งแต่ 2003 ความแตกต่างอย่างนึงของ Jean คนลูก ก็คือไม่ได้ต้มเบียร์อย่างดั้งเดิมอย่างเดียว แต่มีการทดลองทำแบทช์เล็กๆ ลองนู่นลองนี่ ลองใส่ผลไม้จากต่างประเทศบ้าง

สำหรับตัวเบียร์นั้นจะเน้นที่ตัว Gueuze คือ Lambic ที่ผสมผสานจากหลายถังหลายปี นอกจากนั้นก็จะเป็น Lambic ที่ใส่ผลไม้ต่างๆ อย่างเช่น Kriek (เชอรี่) , Framboise (ราสเบอรี่) และอีกหลากหลายผลไม้

ตัดภาพกลับมาที่หน้าโรง คณะของเราเดินทางมาถึงประมาณ 9.30 ก่อนที่เค้าจะเปิดให้เข้าครึ่งชั่วโมงครับ อากาศเย็นๆ กำลังสบายไม่หนาวมาก พอใกล้สิบโมงก็เริ่มฝรั่งมาเข้าแถวต่อจากเรา ถึงเวลาประตูเปิดก็ซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมแบบ Walk-in คนละ 7 ยูโร โดยเมื่อจบทัวร์จะได้ชิมเบียร์ 2 ตัว
แต่ถ้าจองมาล่วงหน้าจะมีไกด์ให้ด้วย ตั๋วราคา 9.5 ยูโร หรือถ้าจองแบบเป็นกรุปมา (10 คนขึ้น) จะเหลือคนละ 6 ยูโรครับ

เริ่มทัวร์ก็มีพนักงานมาเล่าประวัติให้ฟังแบบสั้นๆ จากนั้นก็ปล่อยให้เราเดินกันเองครับ สามารถถ่ายรูปถ่ายวิดิโอได้ เราก็แอบเดินตามๆ กรุปใหญ่ที่เค้าจองมา แอบฟังที่ไกด์เล่าบ้าง ฮ่าๆ เริ่มที่ห้องต้ม ผ่านไปเจออ่าง coolship ที่ไว้สำหรับหมักเบียร์แบบเปิดหน้า (spontaneous fermentation) แล้วก็ส่วนของถังโอคที่เอาไว้บ่ม วนกลับลงมาด้านล่างก็จะเป็นไลน์บรรจุขวดที่ยาวเรียงราย และก็มีขวดเรียงนอนอยู่ริมกำแพงจำนวนมหาศาล

จบเรียบร้อยเราก็กลับมารับเบียร์ที่บาร์ด้านหน้า ได้คนละ 2 แก้วครับ พอครบ ชาวคณะก็ลงขัน รวมเงินเพื่อซื้อตัวอื่นๆ มาชิมกัน ชิมไปชิมมารวมได้เจ็ดขวด คือตัวพิเศษๆ เค้าจะไม่ให้เราซื้อกลับ ให้ทานได้ที่โรงอย่างเดียว คือซื้อแล้วจะเปิดขวดเลย ตัวที่ซื้อกลับได้จะเป็นตัวปกติ วันที่ผมไปนั้นมีขายอยู่ 4 ตัว

ด้านหน้าโรงครับ
ประตูทางเข้า ตัวป้ายเขียนไว้ด้วยว่าเป็น Museum ของ เบียร์ Lambic แบบ Gueuze
เวลาเปิดปิดโรง
ป้ายโลโก้คนเมาอันคุ้นตาของทางโรง
เข้ามาด้านในโรงฝั่งซ้ายมือจะเป็นที่นั่งจิบครับ เป็นที่นั่งรอก่อนเข้าชมโรงด้วย
ป้ายโรงแบบโบราณ
ฝั่งขวามือเป็นที่ขายของที่ระลึก
เสื้อยืดลายต่างๆ
ลังไม้เรียงรายริมกำแพงโรง ระหว่างทางเดินเข้าไปเพื่อเริ่มทัวร์ครับ
ที่ชั้นล่างเป็นเครื่องมือต่างๆ อันนี้น่าจะเป็น Mash tun ครับ (หม้อสำหรับแช่มอลต์ก่อนต้ม)

 

ที่บดมอลต์
อันนี้น่าจะเป็นหม้อน้ำร้อน
ขึ้นมาที่ชั้นบนครับ เป็นห้องใต้หลังคา
ถังบาร์เรลที่สำหรับบ่มเบียร์
โซนต้มด้านบน
หม้อต้มครับ
coolship หรืออ่างกว้างสำหรับการหมักแบบ spontaneous fermentation ที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติ

 

ผ่านโซนถังบาร์เรล
สุดทางเป็นโซนบรรจุ keg เบียร์สด
ระบบกรองเบียร์
KeyKeg เรียงกันเพียบๆ
เวลากรอกก็กลับหัวแบบนี้ครับ

 

วนลงบันไดกลับมาที่ชั้นหนึ่ง ผ่านโซนทำความสะอาดถังบาร์เรลครับ

 

วนมาที่ห้องติดกันโซนนั่งดื่ม เป็นโซนบรรจุขวดครับ
ขวดแน่นยาวเรียงเต็มกำแพง เยอะมากๆ
ไลน์การบรรจุขวด
จบทัวร์ก็มาที่บาร์ด้านหน้าโรงฝั่งซ้ายมือเพื่อรับเบียร์ครับ
ขวดเรียงรายหลายฉลาก
เริ่มที่ Young Lambic รินเสิร์ฟจากเหยือก
อายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ค่อนข้างดราย มีรสหวานนิดๆ บอดี้หนา แต่ยังแฟลตไม่มีความซ่าครับ จิบๆไป มีรสมดบางๆ
ส่วนแก้วที่สองเป็น Gueuze คือเบลนด์แล้ว ตัวนี้ออกรสหวานนิดๆ ฟังกี้ มีฟองแล้ว แต่ก็ไม่ซ่าอยู่ดี กลมกล่อมครับ
ราคา
ราคา
เริ่มการแชร์ด้วย Vigneronne เป็นแลมบิคที่ผสมองุ่นจากอิตาลี่ครับ มีรสองุ่นนิดๆ ออกหวาน ค่อนข้างซ่า ดราย จบเปรี้ยวๆ
ตามด้วยอีกหนึ่งตัวดังของโรง Fou’ Foune เป็น Lambic อายุปีครึ่งถึงสองปีผสมกับ Bergeron apricot ออกเปรี้ยว หวาน ซ่า กลิ่นแบบสโตนฟรุต
Mamouche เป็น Lambic ที่ผสมกับ elderflower ครับ กลิ่นเหมือนพริกหยวก รสหวาน ดราย จิบไปนึกพวกไวน์ขาว มีสไปซ์บางๆ ขมนิด อร่อย ชอบครับตัวนี้
Lou Pepe Kriek รสหวาน รสเชอรี่ชัด ค่อนข้างซ่า ท้ายๆมีฝาดและขม

 

50 Degrees N – 4 Degrees E เป็น Lambic ที่เอาไปบ่มนาน 2 ปีในถังเหล้าคอญญัคครับ ส่วนชื่อมาจาก ตำแหน่งที่ตั้งของโรง Cantillon รสหวานนำ ออกฟังกี้ รสไม้ๆ มีเผ็ดนิด กลิ่นชื้นๆ
ปิดท้ายด้วย Tyrnilambic Baie d’Argousier เป็น Lambic ที่ใส่ลูก Sea-buckthorn ลงไป กลิ่นฟังกี้มากๆ แบบบลูชีสเลย อับชื้น แต่พอจิบกลับรู้สึกว่าบอดี้บาง ซ่า ออกเปรี้ยว กลิ่นกับรสคนละทางกัน รู้สึกอยากกินกับชีสครับ
รวม 7 ขวดที่จัดกันในเช้าวันนี้ครับ

หมด 7 ขวดก็เมากันใช้ได้เลยครับ เสียดายไม่ได้เตรียมกับแกล้มไป เพราะทางโรงมีแต่เบียร์ ถ้าจะไปแนะนำว่าอาจจะแอบเอาพวกชีส ไส้กรอก พาเต้ไปนั่งกินแกล้มด้วยจะเด็ดมากครับ

เป็นอีกหนึ่งโรงทรี่ประทับใจ แม้ว่าพนักงานหลายๆ คนจะดูกวนๆ หยิ่งๆ แต่เบียร์เค้าดีจริงๆ ครับ ถ้ามีโอกาสมา Brussels เป็นโรงที่แนะนำว่าควรแวะมาเที่ยวอย่างยิ่ง นั่ง uber จากใจกลางเมืองไม่กี่ยูโร คุ้มค่ามากๆ ครับ

Similar Posts

  • |

    Woori Super ร้านของชำบ้านๆ แต่คราฟท์เบียร์เพียบ – โซล เกาหลี

    ร้านที่สองในย่าน Noksapyeong ที่จะเล่าถึงคือร้าน Woori Super ครับ อยู่ในซอย Noksapyeong-daero 54-gil ที่มีร้านคราฟท์เบียร์อัดกันอยู่มากมาย อย่างเช่น Sour Pongdang ที่ผมเขียนถึงไปคราวก่อน สำหรับร้าน Woori Super นี่เป็นร้านขายเบียร์อารมณ์บ้านๆ ครับ หน้าตาเหมือนร้านของชำธรรมดา แต่ด้านนอกแปะโปสเตอร์ ป้ายแบรนด์คราฟท์เบียร์เต็มไปหมด ด้านในมีคุณป้าเฝ้าร้านหนึ่งคน รอบร้านเป็นตู้เย็นบานกระจกเรียงรายกันอยู่ แต่ละตู้แน่นไปด้วยคราฟท์เบียร์จากทั่วโลกครับ อเมริกา ยุโรป เกาหลี มีหมด ข้างๆ ร้านมีที่พอนั่งจิบๆ ได้ หรือถ้าไม่คิดมากก็นั่งกระดกมันหน้าร้านเลยก็ได้ครับ วันที่ผมไปนี่ในร้านลูกค้าแน่น มีทั้งคนเกาหลีเอง คนต่างชาติ หัวทอง และเอเชียหัวดำอย่างเรา ผลัดกันเปิดตู้หยิบขวดมาดู มาอ่าน บางตัวก็เป็นตัวหายากราคาสูงหน่อยที่ร้านนี้ก็มีขายครับ

  • 2203 ทานข้าวอร่อยๆ แกล้มคราฟท์เบียร์ดีๆ – วิภาวดีฯ 16

    วันก่อนมีโอกาสไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน 2203 มาครับ ปกติที่ไปร้านนี้ ก็จะไปวันที่มีอีเวนต์ทุกครั้ง อย่างเช่นงาน ความเบียร์จงมี ความสุนทรีย์จึงมา หรือ มื้อพิเศษกับ Paul Holgate เรียกว่าไม่เคยไปวันธรรมดาเลยครับ ร้าน 2203 เป็นร้านอาหารที่เปิดทั้งกลางวันและเย็นครับ เมนูอาหารที่เสิร์ฟจะเน้นเป็นอาหารจานเดียว อย่างเช่น พาสต้า สเต็ก หรือข้าวผัดต่างๆ และที่เป็นเมนูยอดนิยมยอมก็คือเบบี้พิซซ่า ไซส์จิ๋วขนาด 7 นิ้ว อีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจของร้านนี้ก็คือมีคราฟท์เบียร์เสิร์ฟให้ทานคู่กับอาหารครับ เป็นเบียร์สดทั้งหมด 7 แทป แล้วก็มีเบียร์กับกระป๋องให้เลือกอีกหลายสิบตัวเหมือนกันครับ ตัวร้านอยู่ในซอยวิภาวดี 16 หรือซอยโชคชัยร่วมมิตร สามารถเข้าจากทางวิภาวดี ลาดพร้าวหรือรัชดาก็ได้ครับ ตัวร้านขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่ โทนออกสีไม้ธรรมชาติ แอร์เย็นสบาย วันที่ผมไปช่วงกลางวัน มีลูกค้าอยู่อีกสองโต๊ะครับ

  • | |

    Königlicher Hirschgarten เบียร์การ์เด้นพร้อมอาหารเยอรมัน Munich, Germany

    ทยอยเล่าเรื่องจากทริปยุโรปคราวก่อนครับ เริ่มกันที่เมือง Munich ซึ่งเป็นเมืองแรกที่ครอบครัวของผมไปเที่ยว ที่จริงลงจากเครื่องตอนค่ำๆ แล้วคณะของเราเดินทางไปพักที่เมือง Erding ซึ่งห่างจากสนามบินแค่ 20 กิโลเท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นถึงได้เดินทางเข้าตัวเมือง Munich เพื่อมาชมพระราชวัง Nymphenburger เดินทางราวๆ 45 นาทีครับ ระหว่างทางได้ผ่านสนาม Allianz Arena ของทีม Bayern Munich ด้วย สวยงามครับ ถึงพระราชวังก็เดินชมอยู่หลายชั่วโมง (เดี๋ยวค่อยเขียนถึงอีกที) จนบ่ายๆ ก็หาร้านทาน ทีแรกจะทานใกล้ๆ พระราชวัง แต่เต็ม คือเหมือนพนักงานไม่อยากให้เข้า ก็เลยขับรถออกมาอีกนิดหน่อย ก็มาถึงร้าน Königlicher Hirschgarten เป็นลาน โต๊ะกระจายทั่วบริเวณครับ เข้าใจคำว่า Beer Garden เลยจริงๆ พนักงานอัธยาศัยดีพาไปนั่งโต๊ะใหญ่ แดดค่อนข้างแรงแตะก็บรรยากาศดีครับ มีต้นไม้ให้เงาบังแสงได้นิดๆ หน่อย ลูกค้าเยอะเหมือนกันแม้ว่าจะเป็นกลางวัน วันธรรมดา สำหรับอาหารสามารถสั่งจากเมนูหรือเดินไปซื้อร้านที่เป็นตู้ๆ รอบบริเวณได้

  • Circa Brewing คราฟท์เบียร์โรงสวย Brooklyn, New York

    วันที่สามของทริป เช้านี้เราไปถ่ายรูปกันแถว Times Square จุดท่องเที่ยวยอดนิยม ฝนปรอยๆ ตลอดครับ จากนั้นก็เดินหลบๆ ฝนไปทานข้าวเที่ยงที่ร้าน Del Frisco’s ร้านเชนสเต็กเจ้าดัง เสร็จแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปคนละที่ ผมและพี่ชายเริ่มไปทัวร์โรงเบียร์กันครับ เรานั่งรถใต้ดินลงใต้ข้ามแม่น้ำ East River ไปยังฝั่ง Brooklyn ลงที่สถานี Jay St แล้วก็เดินอีกนิดนึงก็ถึงที่แรกของเราวันนี้ ชื่อ Circa Brewing ครับ ที่นี่เป็นโรงขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ เดินเข้ามาก็จะเจอถังเฟอร์เมนท์อยู่ทางฝั่งขวามือ ขนาดถังไม่ใหญ่มาก แต่ที่น่ารักคือมันซ้อนกันอยู่ ภายในตกสวยงามดูสบายๆ เนี้ยบๆ แต่ไม่หรูหรามาก

  • Made in Pongdang คราฟท์เบียร์บาร์ย่าน Noksapyeong – โซล เกาหลี

    ร้านที่สองของวันนี้ชื่อ Made in Pongdang ครับ ตอนแรกตั้งใจจะแวะร้านนี้ก่อน ปรากฎว่าเค้ายังไม่เปิด ก็เลยเดินไปซื้อเบียร์ขวดที่ร้าน Woori Super แล้วก็แวะร้าน Craftworks เสร็จแล้วถึงได้วนกลับมาที่นี่ Made in Pongdang อยู่ชั้นสองของตึกหัวมุม แต่ทางเข้าจะอยู่ฝั่งข้างๆ เป็นบันไดเดินขึ้นไปชั้นสองครับ เปิดประตูเข้าไปเป็นร้านขนาดกลางๆ ตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก มีขวดเบียร์ตกแต่งทั่วร้าน พนักงานต้อนรับมีอยู่หนึ่งคนเป็นผู้หญิง ผมเข้ามาเป้นลูกค้าโต๊ะแรกของวันนี้เลย สักพักถึงได้มีลูกค้าอีกโต๊ะตามมา ในร้านเปิดเพลง pop เกาหลีฟังเพลินๆ ที่นี่เสิร์ฟคราฟท์เบียร์ที่เป็นแบรนด์ของทางร้านเอง มีให้เลือกอยู่ 6-7 ตัว แต่ละตัวมีโปสเตอร์วาดสวยงามแปะอยู่บนผนังของร้านครับ แล้วก็มีเบียร์ขวดขายแต่ไม่เยอะมาก สำหรับอาหารเป็นพวก platter แล้วก็ของทอดกับพวกสแนคทานเล่น ไม่มีอาหารจริงจังขาย

  • Warehouse Bar by Jaang Craft Beer คราฟท์เบียร์ในบ้านลับๆ ในซอยโปโล 6

    ในวันที่ไปร้าน Beer Republic แถวชิดลม พอเสร็จแล้วผมกับชาวคณะก็ได้เดินทางไปยังร้านคราฟท์เบียร์เล็กๆ ลับๆ ที่อยู่ในซอยโปโล 6 อีกหนึ่งร้านครับ ร้านนี้มีชื่อว่า Warehouse Bar by Jaang Craft Beer ชื่อร้านก็มีที่มาง่ายๆ จากชื่อคุณพี่เจ้าของร้าน พี่ช้างนั่นเอง โดยวันที่พวกเราไปกันก็ได้โทรสอบถามก่อนว่าร้านปิดกี่โมง กลัวไปไม่ทัน เพราะดึกนิดหน่อยแล้วครับ ตัวร้านเข้ามาในซอยเล็กๆ พอมาถึงก็จะเจอร้านที่ดัดแปลงมาจากบ้านไม้เก่า ติดไฟโทนเหลืองนวลๆ ตอนที่เราไปกันไม่มีลูกค้าท่านอื่น เพราะใกล้เวลาปิดร้านครับ


แสดงความคิดเห็น