Alexander’s Steakhouse San Francisco

มื้อสุดท้ายของทริปนี้ อยากจะปิดทริปด้วยสเต็กดีๆ ซักร้านก็ลองเสิร์ชๆ จนมาเจอร้านชื่อ Alexander’s Steakhouse ครับ มีทั้งหมด 3 สาขา คือที่ Cupertino, Pasadena และก็ที่ San Francisco นี่เองครับ ตัวร้านอยู่บนถนน Brannan St. ขนาดค่อนข้างใหญ่เลยครับ

ผมจองได้ค่ำๆ ประมาณ สองทุ่มกว่า ร้านเปิดเร็วปิดครับ เปิด 5 โมงเย็น ปิด 3 ทุ่ม ดังนั้นถ้าเป็นได้ควรจองครับ วันที่ผมไปนี่ลูกค้าเต็มทั้งร้านเลย ตอนไปถึงพนักงานก็พาไปนั่งรอบริเวณบาร์ด้านหน้าอยู่แป๊บนึงก่อนจะเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านในครับ

ที่นี่มีเมนูสเต็กเนื้อให้เลือกหลายรายการและก็มีเนื้อวากิวญี่ปุ่นเยอะเลยครับ นอกจากนี้ทางร้านยังมี Chef’s Testing Menu และอีกหนึ่งเซ็ตชื่อ A Study of Beef จะเป็นที่รวมหลายๆ เมนูทยอยมาเสิร์ฟครับ โดยเลือกไวน์แพริ่งได้ด้วย

ด้านหน้าร้าน
พนักงานพามานั่งรอบริเวณบาร์ครับ
ผมสั่ง Negroni จิบรอ
ไม่นานพนักงานก็มาพาเข้าไปด้านใน
บรรยากาศภายในร้าน
บรรยากาศภายในร้าน
บรรยากาศภายในร้าน
ไม่นานจานแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นเหมือนกับซาวครีมเนื้อเนียน เสิร์ฟมาพร้อมกับหอมแดงทอดกรอบ รสแบบหัวหอมๆ ครับ
ไวน์แก้วแรกหอม หวาน นุ่ม กลิ่นคอร์กนิดๆ
ซาชิมิปลามะได ทอปด้วยคาเวียร์และก็มีแรดิชสไลซ์บางๆ เดรสซิ่งด้วยน้ำมันนิดๆ ปลาสดดีครับ แต่รสจืดไปหน่อย อาจจะเพราะผมชินกับการทานคู่กับโชยุ มีรสเปรี้ยวหน่อย ตัวคาเวียร์มันเค็มๆ เย็นๆ
มีแครกเกอร์ดำๆ รสหวานเค็ม กรอบๆ ออกแบบสาหร่าย งา
ขนมปังหนึบอุ่น ขอบกรอบ เนื้อนุ่ม
ทานกับเนยวากิว รสนี่เป็นมันวัวเลยครับ
ไวน์แก้วที่สอง หอมหวาน ดอกไม้ น้ำผึ้ง ดรายนิด ไม่หวานมาก บอดี้หนา ฉ่ำ
เมนูต่อมาเริ่มเป็นเนื้อวัวแล้วครับ เป็นเมนูโปรดของผมนั่นก็คือ Beef Tartare ใช้เป็นเนื้อวากิว โรยด้วยครัมเบิลกรุบๆ เหมือนขนมเซมเบ้ ชิ้นเนื้อรสเค็มมัน หวาน กินๆ ไปนึกถึงเนื้อตุ๋นเพราะมีกลิ่นเซอลารี่บางๆ 
แก้วนี้เป็น Sparkling Wine กลิ่นแบบแชมเปญ ออกยีสตี้ รสหวานนิด ซ่าเลย
รายการที่สาม เป็น chawamushi ไข่เป็ดหรือไข่ตุ๋นนั่นเอง เนื้อเนียน เหมือนแมคอินด์ชีสที่เหลวๆ ด้านบนโรยด้วยขนมปังกรอบๆ ทอปด้วยคาเวียร์ ด้านล่างเป็นเนื้อปลาสเตอเจี้ยนรสเค็มอ่อนๆ
ไวน์แดงแก้วแรกเสิร์มาคู่กับเมนู Beef and Uni Toast เป็น Zinfandel ครับ ลกิ่นหอมหวาน โอคชัด รสออกฟรุตตี้ บอดี้หนา
เมนูที่ 4 ชื่อ Beef and Uni Toast เป็นเนื้อดิบสไลซ์มาหนากำลังดี นุ่มมัน อูนิรสหวาน ไม่คาวเลยครับ ส่วนขนมปังเหมือนเฟรนช์โทสต์เนื้อนุ่มๆ แต่กลายเป็นมันไม่ค่อยเข้ากัน ทานแยกๆ จะอร่อยกว่าครับ
พนักงานยกหลุมเกลือมาให้ครับ มีเกลือจากทั่วโลก 12 ชนิดให้เราทานกับเนื้อ
เมนูหลักครับ เป็นเนื้อสามชิ้น ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าชิ้นไหนชื่ออะไร ฮ่าๆ โดยจะมีเกลือจากทั่วโลกให้เราเลือกจิ้มมากถึง 12 ชนิดครับ สำหรับสเต็กชิ้นซ้ายสุดจะรสอ่อนหน่อย อันตรงกลางจดไว้ว่าทาจิมะ มีความฟังกี้ มัน นุ่ม กลิ่นแบบดรายเอจ อันขวาสุดนุ่มมัน สุกหน่อย ส่วนตัวชอบอันกลางมากที่สุดครับ 
แก้วนี้เสิร์ฟเป็นสาเกให้ททานกับหอยโฮทาเทะ รสหวานๆ
น้ำซุปรสมิโสะ เค็มไปนิด ด้านล่างเป็นเห็ด ข้าวทอดกรอบๆ ควันบางๆ ด้านบนเป็นหอยโฮาทาเทะกริลล์มา เนื้อดึ๋งสดดี ออกรสเค็ม
ทางร้านเสิร์ฟไอศครีมสตรอว์เบอร์รี่ ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบๆ รอบๆหยดครีมกับแยมสตรอว์เบอร์รี่ เปรี้ยวหวานล้างปากดี ก่อนที่พนักงานจะยกสายไหมรสเชอรี่มาให้ทานแบบเด็กๆ เนื้อแน่นดี มาพร้อมกับคุกกี้เนื้อหลวมๆ รสจืดๆ กับลูกอมหนึบ รสหวาน ส้มๆ
ไวน์หวาน เลทฮาเวสต์
คุกกี้เนื้อหลวมๆ รสจืดๆ กับลูกอมหนึบ รสหวาน ส้มๆ
สายไหมรสเชอรี่ เนื้อแน่นดีครับ

ผมและพี่ชายก็เลยเลือก A Study of Beef ครับ รอไม่นานจานแรกก็มาเสิร์ฟเป็นเหมือนกับซาวครีม เสิร์ฟมาพร้อมกับหอมแดงทอดกรอบ รสแบบหัวหอมๆ ครับ

ตามมาด้วยซาชิมิปลามะได ทอปด้วยคาเวียร์และก็มีแรดิชสไลซ์บางๆ เดรสซิ่งด้วยน้ำมันนิดๆ ปลาสดดีครับ แต่รสจืดไปหน่อย อาจจะเพราะผมชินกับการทานคู่กับโชยุ มีรสเปรี้ยวหน่อย ตัวคาเวียร์มันเค็มๆ เย็นๆ

เมนูต่อมาเริ่มเป็นเนื้อวัวแล้วครับ เป็นเมนูโปรดของผมนั่นก็คือ Beef Tartare ใช้เป็นเนื้อวากิว โรยด้วยครัมเบิลกรุบๆ เหมือนขนมเซมเบ้ ชิ้นเนื้อรสเค็มมัน หวาน กินๆ ไปนึกถึงเนื้อตุ๋นเพราะมีกลิ่นเซอลารี่บางๆ 

รายการที่สาม เป็น chawamushi ไข่เป็ดหรือไข่ตุ๋นนั่นเอง เนื้อเนียน เหมือนแมคอินด์ชีสที่เหลวๆ ด้านบนโรยด้วยขนมปังกรอบๆ ทอปด้วยคาเวียร์ ด้านล่างเป็นเนื้อปลาสเตอเจี้ยนรสเค็มอ่อนๆ

เมนูที่ 4 ชื่อ Beef and Uni Toast เป็นเนื้อดิบสไลซ์มาหนากำลังดี นุ่มมัน อูนิรสหวาน ไม่คาวเลยครับ ส่วนขนมปังเหมือนเฟรนช์โทสต์เนื้อนุ่มๆ แต่กลายเป็นมันไม่ค่อยเข้ากัน ทานแยกๆ จะอร่อยกว่าครับ

แล้วก็มาถึงเมนูหลักครับ เป็นเนื้อสามชิ้น ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าชิ้นไหนชื่ออะไร ฮ่าๆ โดยจะมีเกลือจากทั่วโลกให้เราเลือกจิ้มมากถึง 12 ชนิดครับ สำหรับสเต็กชิ้นซ้ายสุดจะรสอ่อนหน่อย อันตรงกลางจดไว้ว่าทาจิมะ มีความฟังกี้ มัน นุ่ม กลิ่นแบบดรายเอจ อันขวาสุดนุ่มมัน สุกหน่อย ส่วนตัวชอบอันกลางมากที่สุดครับ 

ก่อนจะปิดท้ายด้วยน้ำซุปรสมิโสะ เค็มไปนิด ด้านล่างเป็นเห็ด ข้าวทอดกรอบๆ ควันบางๆ ด้านบนเป็นหอยโฮาทาเทะกริลล์มา เนื้อดึ๋งสดดี ออกรสเค็ม

จานสุดท้ายเป็นขนมหวานครับ ทางร้านเสิร์ฟไอศครีมสตรอว์เบอร์รี่ ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบๆ รอบๆหยดครีมกับแยมสตรอว์เบอร์รี่ เปรี้ยวหวานล้างปากดี ก่อนที่พนักงานจะยกสายไหมรสเชอรี่มาให้ทานแบบเด็กๆ เนื้อแน่นดี มาพร้อมกับคุกกี้เนื้อหลวมๆ รสจืดๆ กับลูกอมหนึบ รสหวาน ส้มๆ

โดยรวมค่อนข้างประทับใจครับ เนื้อดีจริงๆ ชิ้นอาจจะดูเล็กหน่อย แต่พอทานรวมกับเมนูอื่นๆ ก็อิ่มกำลังดี จริงๆ อิ่มไปนิดด้วยซ้ำครับ เป็นตัวเลือกที่ดีถ้าอยากทานสเต็กในซานฟรานซิสโกครับ แนะนำว่าควรจองเพราะลูกค้าเยอะจริงๆ 

Alexander’s Steakhouse San Francisco
เบอร์ : (415) 495-1111
เปิด : อาทิตย์-พฤหัสบดี 17.30-21.00 ศุกร์-เสาร์ 17.30-22.00
เว็บไซต์
เ
พจ
foursquare

รายการอาหาร
รายการอาหาร
รายการอาหาร
รายการอาหาร

Similar Posts

  • |

    ราเม็งร้าน Nagi สถานี Shinjuku – Japan Nov ตอนที่ 7.1

    พอนั่ง Night Bus มาถึง Shinjuku เราก็ไปที่โรงแรม Hotel Sunroute Plaza Shinjuku รอพี่ชายที่เพิ่งลงเครื่องมา ลืมเล่าไปว่ากระเป๋าเดินทางของเรานั้นไม่ได้แบกมาเอง แต่เราใช้บริการขนส่งแมวดำ Yamato ส่งมาจากโรงแรม Ten Ten Temari ที่ Matsue บริการแบบนี้มีชื่อว่า Ta-Q-Bin ครับ มีทุกโรงแรม ถ้าที่ฟรอนท์ของโรงแรมได้เลย เราสามารถเลือกส่งกระเป๋าหรือสัมภาระต่างๆ ไปยังโรงแรมหรือสนามบินก็ได้ สำหรับค่าใช้จ่ายดูได้ในเว็บของแมวดำเลยครับ กลับมาโตเกียวต่อ พาฝากของที่โรงแรมเสร็จ เจอพี่ชายก็เดินทางไปยังราเม็งร้านแรกของทริปนี้ ตัวร้านอยู่ฝั่งตะวันออกของสถานี หรือย่าน  Kabukicho นั่นเอง ร้านนี้มีชื่อว่า Nagi ครับ มีประมาณ 8 สาขา บริเวณชินจูกุนี่มึถึง 4 สาขาเลย (ดูได้ในเว็บของร้าน) สาขาที่เรามาเป็นร้านเล็กๆ ตอนแรกหาตัวร้านไม่เจอเลยด้วยซ้ำ ทางเข้าเป็นแค่ประตูแล้วบันไดแคบๆขึ้นไปชั้น 2 ครับ ขึ้นมาก็จะเป็นบาร์ติดกันหมด ขนาดค่อนข้างแคบ วิธีสั่งก็ใช้กดตู้เอาครับ มี 2 แบบคือธรรมดากับแบบแยกน้ำ…

  • ก๋วยเตี๋ยวเนื้อรางน้ำ เนื้อเปื่อยอร่อย ปากซอยราชปรารภ 14

    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ได้ไปชิมอีกร้าน เป็นร้านที่ได้ยินชื่อเสียงมานานครับแต่ไม่เคยได้มีโอกาสไปแม้ว่าจะผ่านไปแถวร้านประจำ เพราะว่าตัวร้านอยู่อีกฝั่งของถนน เป็นทางที่ผมไม่ได้วิ่งไป ร้านนี้คือ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อรางน้ำ ครับ ชื่อรางน้ำเพราะว่าเมื่อก่อนเคยอยู่ในซอยรางน้ำ แต่ปัจจุบันย้ายมาอยู่บนถนนราชปรารภ ฝั่งที่วิ่งเข้าเมืองครับ เลยจากปากซอยรางน้ำมาประมาณ 120 เมตร ใกล้ๆ กับ 7-Eleven ตัวร้านเป็นอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง ไม่มีป้ายใหญ่ๆ โดดเด่น ที่นี่มีทีเด็ดคือ เนื้อเปื่อย หั่นมาชิ้นใหญ่ เปื่อยนุ่ม พังผืดกรุบๆ และก็เอ็นที่นุ่มกำลังดี ถ้าไปเช้าๆ อาจจะยังไม่นุ่มมาก ขอบกระด้งดี แต่ม้ามขมนิดหน่อย ส่วนน้ำซุปไม่เข้มข้นมาก รสเค็มหวาน ติดเค็มซีอิ๊วหน่อย กลมกล่อม หอมกำลังดี มีรสกระเทียมแทรก

  • |

    Dontaku ร้าน Izakaya บนโครงการ Rain hill ปากซอยสุขุมวิท 47

    สำหรับร้านนี้ Save เอาไว้ซักพัก เคยผ่านๆร้าน ทีสองที มีโอกาสเลยแวะมาชิมครับ Dontaku เป็นร้านญี่ปุ่นสไตล์ Izakaya นั่งดื่มๆ บริหารงานโดยร้าน Izakaya ชื่อดัง Torajiro ตัวร้านจะอยู่บนชั้น 3 ของโครงการ Rain Hill อยู่บริเวณปากซอย สุขุมวิท 47  ซึ่งเป็นซอยที่ก้ำกึ่งๆ ระหว่างสถานี พร้อมพงษ์กับทองหล่อ ทำให้การเดินทางมาจากรถไฟฟ้าลำบากนิดนึง แนะนำว่าลง พร้อมพงษ์ แล้วต่อ taxi หรือรถเมล์มาลงจะสะดวกที่สุด ถ้าเดินจะประมาณ 550 เมตร เหนื่อยใช้ได้เลยครับ ร้านเปิดเฉพาะตอนเย็น มี 3 โซน เป็นห้องแอร์ 2 ห้อง สูบบุหรี่ได้หนึ่งห้อง และ หน้าสุดเป็นโซนเอาท์ดอร์ครับ เราไปช่วงหัวค่ำวันธรรมดา ตอนแรกลูกค้ายังไม่เยอะมาก พอ2-3 ทุ่ม เริ่มมีเข้ามาหลายโต๊ะ

  • |

    รีวิวโรงแรม Kozantei Ubuya ที่ Kawaguchiko – Japan 2014 ตอนที่ 5.1

    โปรแกรมของเราในวันนี้จะเดินทางจากเมือง Osaka ด้วยรถไฟชินกังเซ็นที่สถานี Shin-Osaka ไปลงที่สถานี Mishima (三島駅) แล้วเปลี่ยนเป็นรถบัสเดินทางต่อไปยัง เมือง Kawaguchiko อีกนึงเมืองท่องเที่ยวที่มีวิวเป็นภูเขาไฟฟูจิสวยงาม โดยที่เมืองนี้เราจะพักโรงแรมแบบเรียวกัง หรือ โรงแรมที่เป็นสไตล์ญี่ปุ่น ห้องเป็นเสื่อตาตามิ ตกแต่งให้ดูเป็นญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น เตียงก็จะปูที่พื้นห้อง มีชุดยูกาตะให้แขกใส่ แล้วก็มีอาหารแบบไคเซกิสำหรับแขกที่มาเข้าพัก แล้วหลายๆ ที่ก็จะมีบ่อน้ำร้อนให้ไปแช่พักผ่อนได้ จากโอซาก้ามา Mishima ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงได้ ส่วนตอนนั่งรถบัสมา Kawaguchiko นี่ประมาณ 60-70 กิโลเมตร นั่งบัส เกือบๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งบัสที่มานี่ก็จะแวะส่งตามจุดสำคัญต่างๆ รวมถึง สวนสนุก Fuji Q Highland ด้วย พอวนมาส่งถึงสถานี เราก็ไปตรง Information ให้เจ้าหน้าที่ตามรถโรงแรมมารับ ซึ่งที่นี่จะมีพวกข้อมูลที่เที่ยวต่างๆ สนใจที่ไหนก็หยิบติดมือมาได้เลยครับ (ตอนนี้รูปเยอะสุดๆนะครับ ^^”)

  • |

    The Pintsman ร้านเบียร์สไตล์ผับอังกฤษบนถนนสีลม

    มีโอกาสได้เข้าเมืองอีกครั้ง ต้องไปคุยงานบริเวณแถวสีลม เลยได้ไปลองร้านที่อยากไปมานานแล้วครับ ชื่อร้าน The Pintsman อยู่ในชั้นใต้ดินของตึก United Center ถ้ามาจากสถานี BTS ศาลาแดงก็เดินประมาณ 300 เมตร ได้  ตึกจะอยู่เลยมาจาก C.P. Tower นิดหน่อย จุดสังเกตก็คือป้ายธนาคาร Citi Bank ครับ ร้าน Pintsman นี่เป็นร้านขายเบียร์ ตกแต่งเป็นสไตล์ผับอังกฤษ เบียร์ที่ขายก็จะมีทั้งสดและขวด เบียร์สดก็มีหลายยี่ห้อครับ เบียร์ก็มีเยอะเช่นกัน ชื่อร้านก็มาจาก Pint หรือปริมาณ 1 แก้วเบียร์แบบอังกฤษ (56.8 cl หรือครึ่งลิตรนิดๆ) สำหรับอาหารก็จะมีทั้งอาหารฝรั่งและอาหารไทย มีทั้งเป็น main dish และกินเล่น ค่ำๆก็จะมีร้องเพลงสดสไตล์อะคูสติก กีตาร์หนึ่งตัว กับนักร้องสาว 1 คนครับ ร้านนี้มีโปรโมชั่น Happy Hour ถึง 2 ทุ่มทุกวัน เบียร์สดจะแก้วละ 200…

  • |

    ร้าน Emporium, Napier – New Zealand 2014 ตอนที่ 4.6

    สำหรับเย็นนี้เราขับจากที่พัก Deco City Motor Lodge เข้ามาในตัวเมือง Napier เพื่อหาร้านข้าวเย็นรับประทานกันครับ ร้านนี้ไม่ได้หามาก่อน แต่มาตอนอยู่ที่ New Zealand แล้ว ดูจากพวก tripadvisor foursquare ดูบรรยากาศดี และคะแนนก็เยอะดี ร้าน Emporium จะอยู่เกือบๆหัวถนนที่ติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากร้าน Ujazi ที่เรามาทานเมื่อตอนเช้ามาก ซึ่งก็คืออยู่ในโซนที่ตัวตึกรามบ้านช่องจะเป็นสไตล์ Art Deco ทำให้การตกแต่งภายในร้าน ดีไซน์ต่างๆ ก็จะเป็นแนว Art Deco ดูย้อนยุคไป ปี 20-30 เช่นกัน ในร้านจัดแสงไฟออกแดงๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบนึง สำหรับอาหารร้านนี้ก็จะเป็นอาหารฝรั่ง เมนูค่อนข้างหลากหลายพอสมควรครับ มีทั้งจากฝรั่งยุโรป แล้วก็มีอเมริกา อเมริกาใต้มาผสมๆ ทำให้มีเมนูแปลกๆ ใหม่ได้ลองหลายจานครับ


แสดงความคิดเห็น