La Trappe ทัวร์และจิบเบียร์พระทำที่โรงแทรพพิสต์เบียร์เจ้าดัง เนเธอร์แลนด์

จากโรง De Dochter van de Korenaar เราเดินทางขึ้นเหนือจากฝั่งเบลเยี่ยมกลับเข้ามาในเนเธอร์แลนด์ ประมาณ 28 กิโลเมตร ก็มาถึงเมือง Tilburg ที่ตั้งของโรงเบียร์แห่งที่สองในวันนี้ ในคือ Koningshoeven หรือที่เราคุ้นชื่อแบรนด์ La Trappe นั่นเอง

พอมาถึงก็ไปรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ Tasting Hall กันครับ มื้อนี้เป็น Open Sandwich แบบบุฟเฟต์ ใครอยากทานอะไรก็เดินไปตัก  ระหว่างมื้อก็จะมีเบียร์ La Trappe ตัวต่างๆ ให้สั่งด้วย

พอทานข้าวเสร็จกันเรียบร้อยก็มารวมกัน แล้วก็เข้าไปชม video ประวัติความเป็นมาต่างๆ ของโรง ก่อนจะไปเดินทัวร์ในส่วนของโรงเบียร์ครับ โดยมีเจ้าหน้าที่พาเราชมส่วนต่างๆ ซึ่งมีข้อห้ามนิดนึงคือห้ามถ่ายวิดิโอ

ด้านหน้าวัด Koningshoeven
เราเดินตามป้าย Het Proeflokaal (แปลได้ว่า Tasting Room)
ตัว Tasting Room ที่ดีไซน์ตามโรงเลี้ยงแกะแบบโบราณ
ภายใน Tasting Room
แทปเบียร์สด
เบียร์ขวดในตู้เย็น
โซนที่นั่งด้านนอก วันนนี้ลูกค้าเยอะเลยครับ
อาหารที่ทางโรงจัดให้คณะของเราเป็น Open Sandwich แบบบุฟเฟต์ ตักเองได้เลยครับ
ขนมปัง
แฮม
ชีส
สลัด
เบียร์แก้วแรกเป็น La Trappe PUUR เบียร์ตัวที่ 9 ของโรง สไตล์เบลเยี่ยมเพลเอล รสค่อนขมฮอปส์ บอดี้บางหน่อย มีรสผักชีๆ แบบเบียร์เบลเยี่ยม
ซุปมะเขือเทศ รสเปรี้ยว ข้น สดชื่นดี
ซุปผงกระหรี่ ออกครีมๆ ใสหน่อย
แซนด์วิชครับ
แก้วที่สองเป็น Witbier บอดี้บาง รสหวาน มีผักชีๆ ใส ไม่ค่อยซ่าครับ
มีไก่ย่างเสียบไม้มาเพิ่มครับ
เนื้อหนึบๆ รสอ่อนๆ หวานนิด
แก้วที่สามเป็น Dubbel ครับ ออกครีมมี่ มอลตี้ บอดี้กลางๆ หวานหน่อย
จากนั้นก็มาชมวิดิโอเกี่ยวกับวัดและโรง
จบแล้วก็มาเริ่มเดินทัวร์โรงครับ
ทางเข้าห้องต้ม
เป็นประตูเก่าแก่ดั้งเดิมของโรง
เพลทป้ายของโรง
ห้องต้มเก่า
เป็นหม้อทองเหลือง ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้วครับ
แผนผังการต้มเบียร์
ตัวอย่างมอลต์แบบต่างๆ
ฮอปส์
ติดกันเป็นห้องต้มปัจจุบัน หม้อสแตนเลสขนาดใหญ่
ท่อดูสีของน้ำเบียร์
รางวัลต่างๆ ที่ได้จากการประกวด
โซนห้องพักของวัด
เดินมาอีกฝั่งครับ
มีห้องอบขนมปังโบราณ
ต่อมาที่โถงบรจุ
ไลน์เบียร์สดใส่เคก
รูปวาดฉลากต่างๆ ของเบียร์ สวยงามครับ
กำลังการผลิต
สุดท้ายทีมงานพาคณะของเราเข้าห้องเก็บบาร์เรลครับ
ภายในเปิดแอร์ตลอดเวลา เพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่
มีทั้งหลายๆ แบบครับ
ออกมาเจออีกฝั่งของ Tasting Room ที่มีดีไซน์เหมือนโรงเลี้ยงแกะ

สำหรับประวัติของวัดนั้น ย้อนกลับไปได้ถึงปี 1881 เมื่อคณะบาทหลวงฝรั่งเศสนิกาย Trappist ได้มาตั้งรกรากที่โรงนาและโรงเลี้ยงแกะในเมือง Berkel-Enschot ส่วนหนึ่งของจังหวัด Brabant โรงนาแห่งนี้มีชื่อว่า Koningshoeven แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า โรงนาของพระราชาในภาษาดัทช์ ตามชื่อเจ้าของเดิมคือ King Willem ที่ 2 

วันที่ 5 มีนาคม ปี 1881 ก็เป็นครั้งแรกที่จัดงาน Holy Mass ในโรงเลี้ยงแกะ และนับเป็นหมุดหมายแรกอย่างเป็นทางการของวัดแห่งนี้

ส่วนการต้มเบียร์ในวัดเริ่มต้นขึ้นในปี 1884 เพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ของทางวัด แม้จะเป็นการหารายได้เข้าวัดแต่ตัวโรงก็ดำเนินกิจการในรูปแบบการค้าอย่างจริงจัง 

ผ่านไป 7 ปีก็มีการสร้างโรงต้มใหม่ขึ้นในปี 1891 รวมถึง Malt Tower ซึ่งยังอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ พอเริ่มขายเบียร์ก็เริ่มมีกำไร ทางวัดก็นำเงินนำเงินส่วนนี้ไปสร้างโบสถ์ใหม่ในปี 1894

ทางวัดต้มเบียร์สไตล์ลาเกอร์แล้วก็ขายในบาร์ของตัวเองสามสี่แห่งในบริเวณไม่ไกลจากวัด นอกจากนั้นก็ยังรับผลิตเบียร์แบบ Private Label ให้กับคนอื่นๆ ด้วย พอปี 1969 ทางวัดก็ให้สิทธิ์ดูแลขั้นตอนในผลิตเบียร์แก่ Artois Brewery (ปัจจุบันคือ InBev)

ข้อตกลงกับ Artois จบลงในปี 1980 เหล่าบาทหลวงก็กลับมาต้มเบียร์ด้วยตัวเอง เป็นจุดเริ่มของแบรนด์  La Trappe โดยคราวนี้เปลี่ยนสไตล์เบียร์ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เริ่มด้วย Dubbel และ Tripel ในปี 1987 ส่วน Blond เริ่มต้มในปี 1992 นอกจากนี้ทางโรงเป็น Trappist โรงเดียวที่ต้ม Witbier ด้วย (วางตลาดในปี 2003) สำหรับการส่งออกนั้นทางโรงเริ่มส่งออกไปขายยังประเทศต่างๆ ในปี 1985 

ระหว่างปี 1980 ถึง 1999 นั้น ตัวโรงดำเนินการกิจการด้วยบาทหลวงเป็นหลัก จนหลวงพ่อเริ่มแก่ จนเริ่มทำงานไม่สะดวก ก็เลยมีการจัดตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาโดยเป็นบริษัทในเครือของ Bavaria นั่นเองครับ 

โดยบริษัทใหม่นี้ก็จะเช่าตึกและอุปกรณ์ต่างๆ จากวัด แล้วก็ทำงานต้ม งานบรรจุ ต่างๆ แทนที่บาทหลวง ซึ่งก็เลยเป็นประเด็นขึ้นมา มีการไปแจ้งกับ International Trappist Association ว่าทำแบบนี้ไม่ถูกกฎของเบียร์ Trappist สุดท้ายก็เลยต้องเอาโลโก้ Authentic Trappist Product ออกจากฉลากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1999 แต่ยังเขียนว่า Trappistenbier เอาไว้

หลังจากนั้นก็มีการศึกษาและปรับปรุงข้อตกลงต่างๆ อยู่นานจนในที่สุดทางโรงก็กลับมาติดโลโก้ Authentic Trappist Product ได้อีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน 2005 โดยบาทหลวงจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมงานประจำวันต่างๆ ของโรงเบียร์มากขึ้น

เนื่องจากมีลูกค้ามาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกปีตั้งแต่ 1984 ในปี 2008 ก็เลยมีการสร้าง Tasting Hall ขึ้นมาใหม่ โดยดีไซน์ก็มีหน้าตาเหมือนกับโรงเลี้ยงแกะ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของวัดแห่งนี้นี่เอง

กลับมาที่หน้าห้องต้มเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินเข้าไปยังห้องต้มดั้งเดิมของโรง เป็นหม้อทองเหลืองขนาดใหญ่ แล้วก็ให้เราชมวัตถุดิบอย่าง มอลต์และฮอปส์ เสร็จก็เดินต่อมายังอีกห้อง  เป็นหม้อต้มอันใหม่ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เป็นหม้อสแตนเลสครับ

จากนั้นก็วนออกมาดูส่วนที่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของวัดอย่างชีส และโรงอบขนมปังโบราณ ต่อด้วยโซนบรรจุเบียร์ ทั้งเบียร์ขวดและเบียร์สดที่บรรจุลงเคกครับ 

สุดท้ายก็เป็นห้องเก็บบาร์เรลซึ่งบรรจุเบียร์แบทช์พิเศษแบบจำกัดจำนวนเอาไว้ครับ ภายในห้องเปิดแอร์ควบคุมอุณหภูมิตลอดเวลา โดยแต่ละปีก็จะเลือกมาไว้จะออกจำหน่ายตัวไหน

ตามแผนทีแรกหลังจากจบทัวร์คณะของเราก็จะไปแวะร้านขายของที่ระลึกของโรง แต่วันนี้เจ้าหน้าที่ที่ดูและ ป่วย ไม่ได้มา เราก็เลยอดซื้อเบียร์และของฝากอื่นๆ ติดมือกลับบ้าน

หากสนใจจะแวะมาชิมเบียร์ที่ Tasting Room แนะนำให้มาวันอังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ หรือเสาร์ครับ เพราะช่วงเที่ยงจะมีทัวร์ซึ่งบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ มาทัวร์ก่อน จบทัวร์ค่อยทานอาหารก็ได้ครับ

La Trappe – Bierbrouwerij de Koningshoeven Berkel-Enschot
เบอร์ : +31 (0)13 535 81 47
เปิด : เมษายน-ตุลาคม จันทร์-เสาร์ 11.00-19.00 อาทิตย์ 12.00-19.00 พฤศจิกายน-มีนาคม จันทร์-เสาร์ 11.00-18.00 อาทิตย์ 12.00-18.00
เว็บไซต์
foursquare

Similar Posts

  • aBeer คราฟท์เบียร์บาร์เล็กๆ แจ้งวัฒนะ

    — ร้านย้ายไปซอยคุณวิเวียน ติดโครงการเดิมครับ — ร้านนี้เจอจากหน้าจอ facebook ครับ เปิดๆ ดู เอ้อ ใกล้บ้านดี แวะไปลองซะหน่อย ร้านอยู่ในโครงการ Chaeng Market เยื้องๆ กับ Big C แจ้งวัฒนะ เมื่อก่อนเคยเป็นตึกร้างอยู่เป็นสิบปี ทีนี้เค้าปรับปรุงใหม่ มีร้านเพียบเลย ทั้งร้านเหล้า ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านปิ้งย่าง ร้านเบอรเกอร์ แล้วก็ร้านขายเบียร์นี่หละครับ ร้าน a Beer มีเบียร์สดประมาณ 3-4 แทป แล้วก็มีเบียร์ขวดอีกแน่นๆ ตู้ ผสมๆกัน ทั้งสายคราฟท์อเมริกาแล้วก็โลกเก่าแถวพวกยุโรปๆ ซึ่งเบียร์อัพเดตดีครับ พอฟัดพอเหวี่ยงกับร้านในเมือง ในเมืองมี ทีนี่ก็มี ราคาก็สูสีกันครับ คนโซนนี้สะดวกเลยครับ วันไหนไม่อยากเข้าเมืองก็มีคราฟท์ดีๆ ให้เลือกดื่มได้

  • Oud Beersel โรงเบียร์เปรี้ยวสไตล์ Lambic ชานเมือง Brussels – ประเทศเบลเยี่ยม

    โปรแกรมที่ 2 ของเราหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงอย่างอิ่มหนำที่ร้าน ‘t Brouwershuis ของ โรงเบียร์ Palm เราเดินทางลงทางใต้เพื่อไปอีก 1 โรงครับ โรงนี้เป็นแบรนด์ที่มีขายในไทยอยู่ซักพักแล้ว เป็นสายเบียร์เปรี้ยว โดยชื่อโรงก็ตั้งตามชื่อเมืองที่ตั้ง โรงนี้มีชื่อว่า Oud Beersel ครับ Oud Beersel เป็นอีกหนึ่งโรงที่มีอายุเก่าแก่ ก่อตั้งเมื่อปี 1882 โดย Henri Vandervelden และก็เป็นกิจการของตระกูลยาวนานมาประมาณ 100 กว่าปี แล้วก็เปลี่ยนมือมาถึงหลานชาย จนปี 2002 โรงเบียร์ก็หยุดกิจการไปด้วยปัญหาทางด้านการเงินครับ ทีนี้คุณ Gert Christiaens นั่งดื่มเบียร์ Oud Beersel อยู่ที่บาร์ใน Brussels ก็ได้รับการบอกกล่าวจากเจ้าของร้านว่า มาคราวหน้าคงจะไม่ได้กินแล้วนะ เพราะโรงเค้ากำลังจะปิดกิจการ ด้วยความชื่นชอบในเบียร์และไม่อยากให้โรงเบียร์จะต้องหยุดไปมา ก็เลยมาคุยกับ Brewmaster ของโรงในขณะนั้น (เป็นรุ่นที่สามของ Brewmaster ประจำโรง) เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเบียร์ รวบรวมเงินมาซื้อกิจการ โดยผลิตเบียร์ Bersalis Tripel และ Bersalis Kadet…

  • The Bar Has No Name คราฟท์เบียร์บาร์ริมถนนสามเสน

    วนเวียนไม่ไกลจากถนนพระอาทิตย์ ถอยร่นกลับมาหน่อยบนถนนสามเสนครับ เป็นร้านคราฟท์เบียร์ที่ชื่อว่า ‘The Bar Has No Name’ ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อร้านนี่ถูกใจเลย ซึ่งถ้าคนเคยดู Game of Thrones จะเก็ตว่าชื่อมีที่มาจากตัวละครอารย่านั่นเอง ตัวร้านอยู่บนถนนสามเสนใกล้ปากซอยสามเสน 1  ซึ่งเส้นสามเสนตอนนี้ก็ดูบูมๆ เช่นกัน มีร้านอาหาร บาร์มาเปิดกันเพียบ สำหรับร้าน The bar has no name จะอยู่ฝั่งขวามือ เป็นอาคารพาณิชย์ขนาดหน้าร้านประมาณ 1 ห้องครึ่ง (อีกครึ่งเป็นบันไดขึ้นร้านตัดผมชั้นสอง) หน้าร้านเป็นกระจกใส มองเห้นข้างในชัดเจนครับ ที่นี่จะเน้นคราฟท์เบียร์ไทยเป็นหลัก มีเบียร์นอกนิดหน่อย โดยมีทั้งเบียร์ขวดและเบียร์สดครับ เบียร์สดมีอยู่ 6 แทป สไตล์คละๆ กัน สำหรับอาหารและกับแกล้มก็มีให้เลือกชิมหลายเมนูครับ แต่ทีเด็ดจะเป็นลาบและน้ำตกเป็ด

  • |

    Brick Makers คราฟท์เบียร์บาร์ – Vienna, Austria

    เก็บตกร้านสุดท้ายใน Vienna หลังจากที่คือแรกไปร้าน Mel’s Craft Beer วันที่สองผมไปร้านที่ชื่อว่า Brick Makers เป็นร้านที่อยู่ในโซนใจกลางเมืองเช่นกันครับ ห่างจากร้าน Mel’s มาซักประมาณ 2 กิโลเมตร ตัวร้านขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นห้องลึกเข้าไป มีแบ่งโซนนั่งโต๊ะและนั่งบาร์ บรรยากาศไฟสลัวๆ ไม่สว่างมา เปิดเพลง ปอปรอค พังค์ๆ ประมาณนี้ เบียร์สดมีเยอะใช้ได้คือ 22 แทปเลย ส่วนเบียร์ขวดก็มีให้เลือกอีกเยอะเหมือนกันครับ วันที่ผมไปเป็นคือวันอาทิตย์ ฝนลงปรอยๆ นิดหน่อย ในร้านมีลูกค้าอยู่สองโต๊ะแล้วก็ทยอยกลับกันไป เหลือโต๊ะเราเป็นโต๊ะสุดท้ายอยู่กันจนร้านปิด พอคนน้อยๆก็เลยมีโอกาสได้นั่งคุยกับพนักงานที่หน้าบาร์ คุยเรื่องคราฟท์เบียร์ทั้งของบ้านเค้าและของบ้านเราครับ

  • | |

    Devil Craft คราฟท์เบียร์และพิซซ่าสไตล์ชิคาโก้ สถานี Hamamatsucho

    ยังคนวนเวียนรอบๆสถานี Hamamatsucho อยู่ครับ คราวนี้ไปร้านดัง Devil Craft ผมวนเวียนไปร้านนี้ช่วงหัวค่ำ 2 วัน ไม่ได้ที่เลยเพราะลูกค้าจองหมด พนักงานบอกต้องรอคิว 3 ทุ่มโน่น จนวันพอวันที่ 3 เย็นก็กินข้าวร้านอื่น พอ 3 ทุ่มค่อยมา ก็ได้โต๊ะครับ ร้านนี้มี 3 สาขา คือ Gontanda และอีกสาขาคือแถวสถานี Kanda ซึ่งผมเคยไปเมื่อปี 2015 คราวนี้ได้มาลองสาขา Hamamatsucho ครับ อาหารจานเด่นของร้านก็คือพิซซ่าสไตล์ชิคาโก้ ขอบมันจะหนาและสูง คล้ายๆพาย แต่วันนี้ไม่ได้ทานนะครับ ข้าวเย็นแน่นท้องมาแล้ว สั่งแต่ของทานเล่นนิดๆ หน่อยเท่านั้นครับ บรรยากาศในร้านก็สว่างกำลังดี โซนด้านหน้าเป็นโต๊ะนั่งทานอาหาร ตรงนี้แน่นทุกวันเลย ฝั่งซ้ายเป็นโซนยืนจิบๆ ส่วนด้านในจะเป็นโต๊ะและเก้าอี้ทรงสูง มีที่นั่งรอบๆ บาร์ด้วย กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศ ใส่สูทมานั่งจิบเบียร์กันหลังเลิกงานครับ

  • งานเปิดตัวเบียร์ Postmark จากแคนาดาที่ร้าน Taproom 26

    วันก่อนมีโอกาสได้กลับไปที่ร้าน Taproom สาขาสุขุมวิท 26 อีกครั้งเพื่อร่วมงานเปิดตัวเบียร์นำเข้าแบรนด์ใหม่จากเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาครับ ชื่อแบรนด์ว่า ‘Postmark’ ตอนเดินทางมานี่เจอฝนชุดใหญ่ไป เกือบจะมาไม่ทันเวลานัดเลย ฮ่าๆ งานเริ่มช่วงเย็นๆ โดยมีคุณ Steve Thorp Co-Founder ของ Postmark มาเล่าประวัติ ที่มาที่ไปของแบรนด์ และคอนเซ็ปท์ของแบรนด์ คุณ Steve เล่าว่า ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของ Postmark ซึ่งทางแบรนด์วางตัวเป็น session beer คือดื่มง่าย ดื่มสบายเรื่อยๆ ทั้งวัน เหมือนกับเบียร์เบาๆ ของเจ้าใหญ่ แต่แตกต่างตรงที่สไตล์เบียร์ ความหลากหลายในรสชาติและการเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี เนื้อเบียร์คลีน มีคุณภาพครับ นอกจากเรื่องรสชาติของเบียร์แล้วก็ยังมีเรื่องราวของของแบรนด์และเทศกาลหรืองานต่างๆ ที่ทาง Postmark ได้ไปร่วมงานเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นผู้สนับสนุน ส่วนใหญ่ก็จะเน้นกิจกรรมที่อยู่ในแวนคูเวอร์เป็นหลัก เช่น งาน SeaWheeze, Pacific Foundation, Canada Sevens (รักบี้เจ็ดคน) ระหว่างเล่าเรื่องก็จะมีเบียร์ให้ได้ลองชิมทั้งหมด 5…


แสดงความคิดเห็น