Bavaria ทัวร์โรงและจิบเบียร์ที่เมือง Lieshout ประเทศเนเธอร์แลนด์

ช่วงบ่ายหลังจากจบการทัวร์ที่โรง La Trappe วัด Koningshoeven เราเดินทางกันต่อไปยังทิศตะวันออกราวๆ 40 กว่ากิโลเมตร ไปยังเมือง Lieshout ซึ่งเราจะมาแวะชมโรงเบียร์ใหญ่ Bavaria นั่นเองครับ

มาถึงด้านหน้าอาคารออฟฟิศก็มีธงชาติไทยอยู่บนเสาเพื่อต้อนรับพวกเราจากเมืองไทยด้วย มาถึงก็มีการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่แนะนำข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะพาคณะของเราไปเยี่ยมชมส่วนการผลิต ซึ่งเราจะต้องข้ามสะพานโลกขนาดใหญ่และยาวไปยังฝั่งที่เป็นโรงการผลิตครับ

ถึงฝั่งการผลิตก็ต้องใส่ชุด หมวก และเปลี่ยนรองเท้าเพื่อให้ได้มาตราฐานความสะอาดและปลอดภัยครับ ตัวโกดังขนาดเบ้อเริ่มเลย เราดูโซนของการแพคเกจจิ้งก่อน  เป็นระบบหุ่นยนต์เกือบทั้งหมด เสร็จก็มายังโซนห้องต้ม หม้อต้มขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเช่นกัน

ธงไทยหน้าอาคารออฟฟิศ
ป้ายหน้าออฟฟิศ
โซนบาร์กลางอาคาร
เราจะขึ้นสะพานลอยนี้ไปยังฝั่งโรงผลิตครับ
สะพานลอยเชื่อมสองฝั่ง (รูปจาก Google Street)
ด้านในโรงงานฝ่ายแพคเก็จจิ้ง
เป็นหุ่นยนต์เกือบทั้งหมด
ไลน์กระป๋อง
ไลน์กระป๋อง
เครื่องบรรจุ
เครื่องบรรจุ
ไลน์กระป๋อง
เดินทางต่อไปยังอีกอาคารครับ
บรรยากาศจากชั้นบน
บรรยากาศจากชั้นบน
ภายในห้องต้มครับ หม้อต้มขนาาดมหึมา
ใหญ่มากๆ
ภาพอธิบายที่มาของน้ำที่ใช้ในการผลิต
ป้ายบาวาเรีย
กลับมายังฝั่งออฟฟิศและก็ชิมเบียร์ แก้วแรกเป็น Bavaria
อีกแก้วเป็น Swinckels’ Superior Pilsner

ดูจนครบก็เปลี่ยนชุดแล้วข้ามกับมายังฝั่งออฟฟิศ ซึ่งมีโซ.นบาร์อยู่ตรงกลางอาคาร แล้วก็จิบๆ เบียร์กัน ระหว่างจิบ ทีมงานของ Bavaria ก็เอาของทานเล่นมาให้ทานแกล้มด้วยครับ เป็นพวก ชีส แฮม พาเต้ประมาณนี้ ก่อนที่เราจะเดินทางไปกลับรับประทานอาหารเย็นกันในตัวเมือง  Eidhoven ครับ

ประวัติของโรง Swinkels Family Brewers สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1680 ในปีนั้น Dirk Vereijken เป็นเจ้าของโรงเบียร์บนถนน Kerkdijk ในเมือง Lieshout ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Eindhoven ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร

กิจการนี้ถูกส่งต่อจากพ่อสู่ลูกสาว รุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนานถึง 3 เจเนอเรชั่น โดยชื่อโรงก็เปลี่ยนไปตามสามีของแต่ละคน นั่นคือ Van Moorsel และ Moorrees ตามลำดับ

จนมาถึงปี 1764 Brigitta Moorrees ก็แต่งงานกับ Ambrosius Swinkels หลังจากนั้นในปี 1773 แม่ของเธอก็เสียชีวิต Brigitta และสามีของเธอก็สืบต่อกิจการนับเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อ Swinkels family

เบียรของที่นี่ถูกจำหน่ายแค่เพียงในบริเวณตัวเมือง Lieshout อยู่เป็นร้อยปี จนมาถึงรุ่นที่ 4 ของตระกูลในปี 1890 Jan Swinkels ก็เริ่มส่งเบียร์ไปขายต่างเมือง เริ่มจากเมือง Helmond ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร ทำให้ยอดการผลิตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือ 988 เฮกโตลิตร เป็น 1,900 ในปี 1900 

หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ขยายการขายไปสู่เมืองอื่นๆ อีก จนยอดการผลิตเพิ่มถึง 3,325 เฮกโตลิตรในปี 1923 จากยอดการผลิตที่เพิ่มสูงทำให้โรงดั้งเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการสร้างโรงใหม่ขึ้นในยุคของเจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งช่วยกันดูแลกิจการ 3 คน และก็เปลี่ยนแบรนด์ใหม่เป็น Bavaria ที่มาของชื่อก็เพราะโรงใหม่นี้ทำการผลิตเบียร์สไตล์ Pale Lager ด้วยวิธีการแบบชาวบาวาเรียนนั่นเอง

ทางโรงค่อยๆ ขยายการขายไปเรื่อยๆ จนครอบคลุมสี่เมืองใหญ่ของเนเธอร์แลนด์นั่นคือ Amsterdam, Rotterdam, The Hague และ Utrecht รวมถึงเพิ่มไลน์การบรรจุลงขวดในปี 1933 ซึ่งสามารถผลิตได้ถึง 2000 ขวดต่อชั่วโมง

 ช่วงปี 1940 ก่อนสงครามโลกคร้งที่ 2 จะเริ่มขึ้นกำลังการผลิตได้ขึ้นไปถึง 40,000 เฮคโตลิตรต่อปีและส่งขายไปทั่วประเทศ แต่พอเกิดสงครามยอดขายก็ตกลง และต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะกลับมามียอดขายได้เท่าเดิมในปี 1959

สำหรับระดับสากลนั้นเริ่มมีการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆในปี 1973 โดยมียุโรปตอนใต้เป็นจุดหมายแรก ช่วงปลายๆ ของยุค 70 ทาางโรงยังได้ผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ส่งไปขายที่ประเทศมุสลิมต่างๆ ด้วย ถึงยุค 80 กำลังการผลิตก็ขึ้นไปเป็น 1 ล้านเฮคโตลิตรต่อปี และมีวางจำหน่ายใน 130 ประเทศในยุค 90

1999 ทางโรงก็บรรลุข้อตกลงกับ Koningshoeven และเริ่มดำเนินการในการควบคุมดูแลฝ่ายผลิตเบียร์ Trappist แบรนด์ La Trappe (ที่เราเพิ่งไปมาเมื่อเช้านั่นเอง)

ปี 2016 ทาง Swinkels Family ก็เข้าซื้อกิจการโรง Palm ในประเทศเบลเยี่ยม (ที่ผมมีโอกาสได้ไปเมื่อปี 2018) และล่าสุดในปี 2018 ทางโรงก็เปลี่ยนชื่อจาก Bavaria กลับมาเป็น Swinkels Family อีกครั้งในยุคของเจเนอเรชั่นที่ 7 ของตระกูล

Similar Posts

  • Save Our Souls คราฟท์เบียร์บาร์ย่านเจริญนคร

    วันก่อนหลังจากที่ทานข้าวเย็นที่ร้าน JUA ผมก็ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งเจริญนครครับ มาแวะที่ร้านคราฟท์เบียร์ชื่อว่า Save Our Soul อยู่ตรงปากซอยเจริญนคร 10 ครับ ที่จริงร้านเปิดมาพักนึงแล้ว แต่ด้วยความที่อยู่โซนนี้ที่ไกลบ้านผมก็เลยเพิ่งมีโอกาสแวะมาครับ ตัวร้านอยู่ในอาคารพาณิชย์ขนาดหนึ่งห้อง บรรยากาศสบายๆ ไม่มืด ไม่สว่างมาก วันที่ไปเป็นค่ำๆ วันอาทิตย์ ลูกค้าเยอะพอสมควรครับ ที่นี่มีคราฟท์เบียร์สดทั้งหมด 8 แทป แล้วก็มีตู้แช่เบียร์ขวดและกระป๋องอีกหนึ่งตู้ มีทั้งคราฟท์ไทยและนอกครับ ลิสต์เบียร์ค่อนข้างหลากหลาย ตัวใหม่ๆ ดังๆ มีครบครับ สำหรับอาหารก็จะเป็นพวกเมนูทานเล่นอย่าง ข้อไก่ทอด ปีกไก่ทอด ประมาณนี้ครับ

  • Hops Museum พิพิธภัณฑ์ฮอปส์ในเมือง Poperinge – ประเทศเบลเยี่ยม

    โปรแกรมวันที่สามของทริป Road to Belgium เราเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยังเมือง Poperinge เมืองที่ปลูกฮอปส์เป็นอันดับ 1 ของประเทศเบลเยี่ยม เรียกว่าฮอปส์ที่ใช้ในประเทศนั้นเป็นผลผลิตของที่นี่เกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้ครับ พอเข้าตัวเมืองก็จะเห็นดอกฮอปส์ขนาดใหญ่ต้อนรับเราอยู่ที่วงเวียนก่อนเข้าเมือง รวมถึงที่พื้นของเมืองก็จะมีหมุดทองเลืองรูปดอกฮอปส์ตอกติดอยู่ที่พื้นด้วย โปรแกรมของเราที่เมืองนี้ก็คือการมายัง Hops Museum ครับ พอมาถึงพนักงานของพิพิธภัณฑ์ก็มาต้อนกับและแนะนำตัว เป็นคุณพี่ผู้ชายดูทะมัดทะแมง ติดกวนๆ หน่อย คุยกันเสร็จแก่ก็พาเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อเริ่มทัวร์

  • The Fat Cow On The Rooftop คราฟท์เบียร์บาร์แกล้มอาหารฝรั่งย่านประตูน้ำ

    วันก่อนเข้าเมืองแล้วก็มีโอกาสได้ไปร้านเบียร์บนดาดฟ้ามาครับ ชื่อร้านว่า The Fat Cow On The Roof หลายคนอาจจะคุ้นชื่อ ซึ่งก็เข้าใจถูกแล้วครับ เพราะที่นี่เป็นอีกสาขาของร้าน Fat Cow ที่อยู่ปากซอยลาดพร้าว 15 นั่นเอง ตัวร้านอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมเมโทรประตูน้ำบูทีคโฮเทล เข้าโรงแรมมาก็เดินไปขึ้นลิฟต์ไปชั้น 8 ออกมาก็จะเป็นร้านเลย ผมไปดึกๆ วันธรรมดามีลูกค้าอยู่อีกหนึ่งโต๊ะ บรรยากาศร้านดีเลยครับ ลมเย็นสบายดี แต่วันไหนฝนตกอาจจะลำบากหน่อย ที่นี่มีเสิร์ฟเบียร์สดทั้งหมด 6 แทปและก็มีตู้แช่เบียร์ขวดอีกหนึ่งตู้ เป็นคราฟท์ไทยเกือบทั้งหมดครับ ส่วนอาหารจะเป็นอาหารฝรั่ง พวกไส้กรอก สเต็ก เมนูดังก็จะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ครับ

  • Some Might Say คราฟท์เบียร์ร้านสวย บรรยากาศดี – โคราช

    มีภารกิจต้องขึ้นไปงานทึ่โคราชครับพอเสร็จธุระก็เลยแวะไปร้านคราฟท์เบียร์ที่จดไว้ ที่จริงในโคราชมีร้านขายคราฟท์ประมาณ 3 ร้าน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดก็เลยเลือกไปร้านนี้ Some Might Say ครับ ร้าน Some Might Say อยู่บนถนนสุรนารี เป็นอาคารพาณิชย์ขนาดหนึ่งห้อง ร้านไม่ใหญ่ครับ เข้ามาด้านใน แอร์เย็นชื่นใจ สลัวๆ มีไฟสีแดงฉาบผนังสีขาว มีหนังสือเบียร์ โชว์อยู่บนผนัง ตัวบาร์อยู่ด้านในสุด ในร้านเปิดเพลงชิลล์ๆ ปอปเท่ๆ  ที่นี่เสิร์ฟเบียร์สดทั้งหมด 8 แทปครับ วันที่ไปหมดไป 1 แทป เหลือเจ็ด สำหรับขวดและกระป๋องมีให้เลือกชิมอีกหนึ่งตู้เล็ก ซีเลคชันก็โอเค สำหรับของกิน ในเมนูมีอยู่สามรายการ และก็มีถั่วลิสงให้ตักทานฟรีครับ

  • Wind & Cloud คราฟท์เบียร์บาร์บนดาดฟ้าย่านศาลาแดง

    -= ร้านนี้ปิดแล้วครับ =- ณ วันนี้การหาดื่มคราฟท์เบียร์เรียกว่าหาได้ค่อนข้างง่ายกว่า 2-3 ปีที่แล้วมากครับ มีร้าน bottle shop และคราฟท์เบียร์บาร์ รวมถึงร้านอาหาร ร้านกาแฟที่มีเบียร์ขวดขาย แล้วก็กระจายไปในหลายๆ โซนของกรุงเทพ เกริ่นๆ มาเพื่อจะบอกว่าวันก่อนมีโอกาสได้ไปเยี่ยมร้านเปิดใหม่อีกร้านครับ อยู่แถวศาลาแดง ชื่อร้านว่า ‘Wind&Cloud’ ตัวร้านอยู่บนดาดฟ้าชั้น 4 ของโฮสเทลชื่อ Cloud ครับ สามารถเข้าจากทางฝั่งพระราม 4 สีลม หรือสาธรก็ได้ ถ้ามา MRT ลงสถานี สีลมใกล้สุดครับ ที่นี่ขนาดร้านค่อนข้างใหญ่มีโซนเอาดอร์ สามสี่โต๊ะ ลมเย็นสบายถ้าช่วงหน้าหนาวคงจะอากาศดีสุดๆ ครับ ส่วนด้านในก็เป็นโต๊ะกระจายๆ อารมณ์แบบโรงเตี๊ยมในหนังจีน คือที่นี่เคยเป็นสมาคมจีนมาก่อน ทางเข้านี่ซุ้มประตูเป็นมังกรแบบจีนเลยครับ

  • Kinnadee คราฟท์เบียร์บาร์บนดาดฟ้าแกล้มอาหารออแกนิค – สีลม

    สัปดาห์ก่อนมีโอกาสไปย่านสีลมอีกครั้งครับ คราวนี้แวะไปที่ร้านคราฟท์เบียร์เปิดใหม่ ในซอย สีลม 6 ครับ ร้านนี้มีชื่อว่า Kinnadee ที่นี่เป็นการรวมกันของโฮสเทล ร้านอาหารออแกนิคแล้วก็ร้านคราฟท์เบียร์บาร์เล็กๆ ที่อยู่บนชั้น 5 ดาดฟ้าของอาคาร (มีลิฟท์ ไม่เมื่อยครับ ฮา) วันที่ไปฝนเพิ่งตกชุดใหญ่ไป ทำให้ดาดฟ้าเปียกพอสมควรแต่ก็เย็นสบายมีลมโชยบางๆ ที่นั่งด้านบนที่จะมีทั้งแบบโต๊ะปกติ แล้วก็เป็นโต๊ะเตี้ย นั่งพื้นอยู่อีกสองโต๊ะครับ สำหรับอาหารผมได้ลองสามสี่เมนู ซึ่งเมนูของที่นี่ก็จะเน้นเป็นวัตถุดิบออแกนิค และทำแบบโฮมเมดอย่างเส้นพาสต้า ทางร้านก็ทำเองครับ แล้วก็ได้ลองซี่โครงซึ่งเป็นเมนูแนะนำของร้าน นุ่มดี ส่วนเบียร์ทางร้านมีเป็นเบียร์ขวดและเบียร์กระป๋องจำหน่ายครับ ซีเลคชั่นอาจจะยังไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่ เจ้าของบอกว่ากำลังทยอยเพิ่มอยู่


แสดงความคิดเห็น