|

Freehouse เบียร์หลากหลาย อาหารอร่อย – สิงคโปร์

สุดสัปดาห์ที่แล้วแว้บไปธุระที่สิงคโปร์มาครับ (ไปงานเบียร์นับเป็นธุระไหม ฮ่าๆ) ก็เลยได้แวะร้านเบียร์เพิ่มเติมจากทริปปีที่แล้วนิดหน่อย ร้านแรกที่ไปมีชื่อว่า Freehouse เปิดมาปีนิดๆ ครับ จดเอาไว้ในลิสต์ว่าอยากมาตั้งแต่คราวก่อน

ตัวร้านอยู่ที่ถนน Boon Tat เป็นโซนที่มีร้านอาหารอยู่เยอะหลายร้านเลย สามารถเดินทางมาจากสถานี Raffles Place หรือ Downtown ก็ได้ เดินประมาณ 500-600 เมตร ร้านอยู่บนชั้นสองของตึกอาคารพาณิชย์ มีป้ายนีออนไลท์ไม่ใหญ่มาก แต่ก็หาไม่ยาก

ขึ้นบันไดมาเปิดประตูก็จะเจอตู้แช่เบียร์ขวด แล้วก็เป็นบาร์ยาวลึกตามแนวตึก มีแทปวอลล์เป็นกระเบื้องขาวสวยงาม มีเบียร์สดทั้งหมด 16 แทป เดินย้อนกลับมาด้านหน้าตึกก็จะเป็นโซนโต๊ะที่นั่ง มีอยู่ซัก 5-6 โต๊ะ รู้สึกเหมือนจะมีชั้นสามด้วย แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปครับ

ป้ายนีออนไลท์ของร้าน
ไม่ก็สังเกตจากป้ายไม้ของร้านครับ
ขึ้นบันไดไปชั้นสอง
เปิดเข้ามาจะเป็นบาร์ยาวตามแนวตึกครับ
ตู้แช่เบียร์ขวด
โซนที่นั่งด้านหลังร้าน
บริเวณบาร์
เดินย้อนกลับไปด้านหน้าตึก มีที่นั่งอีก 5-6 โต๊ะ
กราฟิตี้ที่ผนังร้าน
แทปวอลล์สวยงามครับ
เมนูอาหารใหม่
เบียร์แก้วแรกเป็น Brewlander Joy แบรนด์ของสิงคโปร์สไตล์ Session IPA ใส เปรี้ยว ส้มๆ ไม่ขมมาก ดื่มลื่นดีครับ
แก้วที่สองเป็น Black IPA ชื่อ Night Shift ของ Fierce Beer จาก Scotland หอมคั่วๆ คั่ว บอดี้หนา ซ่า กาแฟ หวานนิดๆ ครีมมี่
สั่งอาหารมาทาแกล้ม จานนี้เป็นเคซาดิย่า แป้งนุ่มๆ ไส้เนื้อสับ ร้อนเผ็ด ชีสนิดๆ อร่อย มีกะทิ เลยทำให้นึกถึงแกงเขียวหวานครับ
กะหล่ำปม(Brussels Sprout) นุ่ม เผ็ดร้อนนิดๆ
เบอร์เกอร์เนื้อนุ่มๆ รสออกเค็มมัน
ฟรายราดชีส เค็มๆ ครีมๆ อร่อยดีครับ
ตามด้วย Hellertau statesman เป็น Pale Ale จาก New Zealand หอมดอกไม้ๆ รสเป็นดอกมะลิ ขมอ่อนๆ ท้ายๆ เย็นๆ
ปิดท้ายด้วย Maximus Humulus Lupulus จากแบรนด์ Hallertau เช่นกัน เป็น IPA ครับ hops ออกส้ม บอดี้บาง ขมท้ายๆ ดราย ดื่มลื่นดี ซ่านิดหน่อย

อาหารอร่อย เบียร์หลากหลายพอสมควรครับ มียี่ห้อแปลกๆ หลายตัวที่ไม่มีในบ้านเราเยอะดี การเดินทางมาร้านก็สะดวก บรรยากาศร้านดี มีเรื่องราคาซึ่งค่อนข้างสูง แต่ที่จริงในสิงคโปร์ก็คราฟท์เบียร์แพงทุกร้านอยู่ดี ฮ่าๆ ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าสนใจถ้าจะหาคราฟท์เบียร์ดื่มที่สิงคโปร์ครับ

Freehouse ถนน Boon Tat
เบอร์ : +65 9814 9048
เปิด : 17.00-24.00 ศุกร์ 15.00-17.00 ปิดวันอาทิตย์
เว็บไซต์
เพจ
foursquare

เมนูร้าน Freehouse
เมนูร้าน Freehouse
เมนูร้าน Freehouse
เมนูร้าน Freehouse

Similar Posts

  • Oi Keibajo ตลาดนัดสนามม้า Tokyo

    วันอาทิตย์นี้จะว่าเป็นวันสุดท้ายที่ได้เที่ยวก็ได้ครับ เพราะวันรุ่งขึ้นเราก็จะไปเดินงาน Tokyo Design Week เกือบทั้งวัน ตอนเช้าก็ไปงานขนมปัง และ farmer’s market ที่ UNU พอบ่ายๆ ก็เดินทางมาตลาดนัดสนามม้าครับ ที่นี่ชื่อว่า Oi Keibajo เป็นสนามม้าแข่ง แต่ก็มีตลาดนัดอยู่ด้วย ทีแรกผมคิดว่าขายในสนามม้าเลย จริงๆแล้วเค้าขายที่ลานจอดรถของสนามม้าครับ เป็นลานจอดรถ 2 ชั้น ตัวร้านก็อยู่ข้างล่าง มีที่จอดชั้น 2 เป็นตัวบังแดดพอดี สำหรับการเดินทางนั้นนั่งรถไฟมาลงสถานี JR Shinagawa ก่อน แล้วขึ้นรถเมล์สาย 93 มาลงหน้าสนามได้เลยครับ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ พอมาถึงก็วนหาอยู่นานเหมือนกันว่าเค้าขายกันโซนไหน เดินเข้าไป ก็เจองานเปิดสแตนด์ดูม้าอันใหม่ เดินไปเดินมาจนเจอครับ ในตลาดก็มีของหลากหลาย เสื้อผ้า กระเป๋า ของเล่น รองเท้า ของเก่า ของใหม่จากจีน แต่ดูคนเริ่มซาๆ แล้วเหมือนกัน หลายร้านก็ทยอยเก็บของกลับ

  • | | |

    Dose Factory ร้านกาแฟดีไซน์เท่ – อุดรธานี

    ในทริปอุดรฯ นอกจากร้านข้าวแล้วก็ยังได้ไปเก็บร้านกาแฟอีกสองร้านด้วยครับ ร้านแรกที่ไปชื่อร้าน Dose Factory ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดที่นี่น่าจะเป็นสาขาที่สอง สาขาแรกชื่อว่า Dose Espresso ร้านจะเล็กหน่อย ส่วนสาขานี้เป็นโกดังเก่าเอามารีโนเวทครับ ที่นี่ก็จะมีเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟอยู่ด้านหลังร้าน หน้าร้านเป็นลานจอดรถได้นิดหน่อยครับ ตัวอาคารตกแต่งด้วยแผ่นสังกะสีมันวาว พอเข้ามาด้านในก็จะเป็นโกดังหลังคาสูงครับ วันที่ไปลูกค้าเยอะพอสมควรเลย นอกจากกาแฟ ขนมต่างๆ แล้ว ก็ยังมีอาหารขายด้วยครับ เมนูอาหารค่อนข้างเยอะ มีทั้งอาหารไทยอาหารฝรั่ง ภายในร้านยังมีขายอุปกรณ์การชงกาแฟ และเมล็ดกาแฟให้ซื้อกลับบ้านได้

  • |

    ข้าวเย็นที่ร้าน Yakitori Musahi – Kyushu 2014 ตอนที่ 12.3

    ข้าวเย็นมื้อสุดท้ายของทริป Kyushu วันนี้ไม่ได้ทานแถวสถานี Hakata ครับ แต่มาทานแถว Tenjin ย่านสำคัญอีกแห่งของ Fukuoka แถวนี้เป็นย่านธุรกิจ มีทั้งห้าง ทั้งออฟฟิศ รวมถึงร้านข้าวต่างๆ เพียบครับ ร้านที่ไปวันนี้ชื่อ Yakitori Musashi เพิ่มเปิดใหม่ไม่นานนัก อยู่ในซอยเล็กๆ เข้าไปจากถนนใหญ่นิดหน่อย บรรยากาศร้านดูร่วมสมัย ไม่ได้ตกแต่งเป็นแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่น คือมีดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นๆ ตอนไปถึงพนักงานยังงงๆ อยู่ว่ามากินร้านนี้จริงเหรอ แบบหาเจอได้ยังไง แล้วกรุปเราก็ไปตรงเวลาร้านเปิดพอดี คือเป็นกลุ่มแรกของวันนี้เลย เมนูที่นี่เป้นภาษาญี่ปุ่นครับ แต่พนักงานวัยรุ่นๆ เฮ้วๆ หน่อยแล้วก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ การสั่งเลยพอๆงูปลาๆ ไหว รายการอาหารก็จะมียากิโทริเป็นหลัก พวกเสียบไม้ปิ้งย่างมีเยอะ อ่านเมุไม่อกไปชี้ๆ ตรงเตาเตอร์เอาก็ได้เพราะเค้าวางโชว์อยู่ครับ

  • |

    Dumbo แจ๊ซบาร์ดาดฟ้าชั้น 6 ย่านสะพานควาย – พหลโยธิน

    ถ้าฝนไม่ตก บรรยากาศร้านที่อยู่บนดาดฟ้ามักจะชิลล์เสมอครับ ลมเย็นสบาย ไฟจากตึกสูงในเมือง ยิ่งถ้าได้ดนตรีๆ ดี อาหารอร่อยหน่อยนี่จะเยี่ยมเลย ซึ่งร้านที่ผมมีโอกาสได้ไปวันก่อนนั้นก็มีองค์ประกอบอย่างที่กล่าวมา ร้านนี้มีชื่อว่า DUMBO เป็นร้านที่อยู่บนดาดฟ้าชั้น 6 ของอาคารพาณิชย์บนถนน พหลโยธิน ใกล้กับแยกสะพานควายครับ วันที่ไปเป็นค่ำวันอาทิตย์ ตอนแรกดูใน google map เขียนว่าเปิด พอดูในเพจดันเขียนปิด ก็เลยตัดใจแล้ว แต่พอเดินผ่านข้างล่าง สอบถามร้านที่ชั้นหนึ่ง เค้าบอกเปิด ก็เลยเดินไต่ขึ้นไปหกชั้น เล่นเอาหอบพอสมควร

  • Craffity Craft Beer & Home Bar คราฟท์เบียร์บาร์ถนนมูลเมือง – เชียงใหม่

    -= ร้านนี้ปิดแล้วครับ =- ออกจากร้าน The Grumpy Old Men ผมเดินทางต่อมายังถนนมูลเมือง 6 อยู่ด้านมุมขวาบนของคูเมือง อันเป็นที่ตั้งของร้าน Craffity craft beer & Home Bar ครับ ซึ่งไม่ห่างจากร้าน I’m Happy ที่ไปมาวันก่อนเท่าไหร่ เดินเข้าซอยมาผ่านร้านค้าและตลาดเรื่อยๆซอยเล็กหน่อย รถสวนไม่น่าจะได้ ประมาณ 130 เมตร ก็จะเจอร้าน Craffity อยู่ซ้ายมือครับ ตัวร้านเป็นอาคารพาณิชย์ขนาดหนึ่งห้อง ด้านในร้านดูสะอาด คลีนๆ เน้นสีโทนขาว มีมุมด้านในโชว์ลายอิฐ ภายในมีโต๊ะประมาณ 5-6 ตัว ด้านในสุดเป็นตู้แช่เบียร์ 1 ตู้ อีกตู้กลับด้านหันหลังออกมาเป็นแทปเบียร์สดทั้งหมด 8 แทป วันที่ไปก็มีบางตัวหมดไปแล้วครับ

  • The Lost Abbey โรงเบียร์ดังเน้นสไตล์เบลเยี่ยม เมือง San Marcos – California

    เรามาถึงเมือง San Marcos ช่วงเย็นๆ หลังจากเช็คอิน เก็บของที่โรงแรมแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วย Uber ไปยังโรงเบียร์ที่ 3 ของวันนี้ครับ เป็นอีกหนึ่งโรงดังที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อนั่นก็คือ The Lost Abbey Lost Abbey ได้เปิดโรงนี้ในปี 2006 เบียร์ที่ผลิตนั้นจะเน้นเป็นสไตล์เบลเยี่ยมเป็นหลัก แต่จุดกำเนิดนั้นเริ่มมาก่อนหน้าตั้งแต่ปี 1997 โดย Tomme Arthur (Co-Founder ของ Lost Abbey) ได้เข้าไปเป็น brewer ของ Pizza Port และก็ได้ต้มเบียร์ชื่อ Dubbel Overhead Abbey Ale ซึ่งนับได้ว่าเป็นเบียร์เบลเยี่ยมตัวแรกของโรง แล้วก็ทยอยออกมาเรื่อยๆ ซึ่งก็ได้รับคำชมมากมาย ฝึกวิชาอยู่หลายปี จนปี 2005 ก็มีโรงเป็นของตัวเองเมื่อ Stone ย้ายไปยังโรงใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล Vince และ Gina Marsaglia Tomme Arthur …


แสดงความคิดเห็น