Hops Museum พิพิธภัณฑ์ฮอปส์ในเมือง Poperinge – ประเทศเบลเยี่ยม

โปรแกรมวันที่สามของทริป Road to Belgium เราเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยังเมือง Poperinge เมืองที่ปลูกฮอปส์เป็นอันดับ 1 ของประเทศเบลเยี่ยม เรียกว่าฮอปส์ที่ใช้ในประเทศนั้นเป็นผลผลิตของที่นี่เกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้ครับ

พอเข้าตัวเมืองก็จะเห็นดอกฮอปส์ขนาดใหญ่ต้อนรับเราอยู่ที่วงเวียนก่อนเข้าเมือง รวมถึงที่พื้นของเมืองก็จะมีหมุดทองเลืองรูปดอกฮอปส์ตอกติดอยู่ที่พื้นด้วย

โปรแกรมของเราที่เมืองนี้ก็คือการมายัง Hops Museum ครับ พอมาถึงพนักงานของพิพิธภัณฑ์ก็มาต้อนกับและแนะนำตัว เป็นคุณพี่ผู้ชายดูทะมัดทะแมง ติดกวนๆ หน่อย คุยกันเสร็จแก่ก็พาเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อเริ่มทัวร์

ทัวร์ก็จะเริ่มตั้งแต่ว่าฮอปส์คืออะไร มีประวัติตั้งแต่สมัยโบราณยังไง แล้วทำไมเมืองนี้ถึงมาเริ่มปลูกฮอปส์เป็นเศรษฐกิจหลัก ชั้นต่อมาก็แสดงขั้นตอนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวฮอปส์ตั้งแต่สมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบัน สุดท้ายก็สรุปเกี่ยวกับการใช้ฮอปสในอุตสาหกรรมเบียร์ในปัจจุบัน พอจบทัวร์ก็จะเอาชิปส์ไปแลกเป็นเบียร์ได้หนึ่งแก้ว ซึ่งก็คือเบียร์ Poperings Hommelbier เบียร์ประจำเมืองนั่นเองครับ

วงเวียนก่อนเข้าเมืองมีดอกฮอปส์ขนาดใหญ่ วางต้อนรับอยู่
ลงจากรถมาก็เจอหมุดเป็นรูปดอกฮอปส์
บริเวณด้านหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์
ฝั่งซ้ายบนกำแพงเป็นแผนที่ทัวร์โรงเบียร์ในเมือง
ประตูทางเข้าก็เป็นรูปดอกฮอปส์ครับ
มีดอกฮอปส์แห้งวางโชว์อยู่เต็มไปหมด
คุณพี่เจ้าหน้าที่มากล่าวต้อนรับ
แล้วก็พาเราขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร
โดยเริ่มตั้งแต่ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับฮอปส์
รูปปั้นของนักบุญคนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเบียร์
ข้อมูลต่างๆ ที่บัทึกเอาไว้เกี่ยวกับฮอปส์ในเมือง Poperinge
Squire Ghybe
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Poperinge เหมาะสมกับการปลูกฮอปส์ก็คือดินของที่นี่ครับ
โมเดลจำลองเมืองรอบๆ โบสถ์
อุปกรณ์ในการเพาะปลูก
แบบจำลองการปลูกฮอปส์ เริ่มแรกเป็นปักไม้ลงไปในเนินดินเพื่อเป็นหลักยึด
ต่อมามีพัฒนาการเริ่มมีเสาหลักเป็นไม้ให้ฮอปส์ได้พัน
จนสุดท้ายมีการใช้ลวดขึง และยึดด้วยเสา
สาธิตวิธีการใช้เครื่องทำลวดเป็นเกลียวเพื่อใช้ยึดต้นฮอปส์ ดูใน video จะเข้าใจง่ายขึ้นครับ
ลวดที่เอามาพัน
มีห้องแมลงเพื่อแสดงว่าชนิดไหนเป็นมิตรชนิดไหนเป็นศัตรู อย่างเต่าทองนี่เป็นมิตรครับ
หนอนเป็นศัตรู
เครื่องพ่นยาสมัยก่อน
จำลองหน้าตาของต้นฮอปส์ที่ปลูกเพื่อการเก็บเกี่ยว
มีตัวอย่างฮอปส์ให้ดู
ห้องนี้เป็นเบียร์ Westvleteren เบียร์ trappist ตัวดังของโลก
วิวัฒนาการของการอบฮอปส์ (kilning)
ให้นี้จะให้เราไปยืนถ่ายเงาเพื่อเลียนแบบฉลากเบียร์ Seizoensbrouwerij ได้ครับ
ตัวอย่างขวดเบียร์ Seizoensbrouwerij
จากนั้นก็นั่งชม video สั้นๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการเก็บเกี่ยวดอกฮอปส์ตั้งแต่อดีตที่ใช้มือ
จนมาถึงการใช้เครื่องทุนแรง
รวมถึงการใช้รถเก็บเกี่ยว
แบบจำลองเครื่องคัดดแยกดอกฮอปส์
แบบจำลองเครื่องคัดดแยกดอกฮอปส์
ห้องนี้จำลองขั้นตอนการเก้บเกี่ยวดอกฮอปส์ในสมัยก่อน ที่จะต้องออกไปทำกันกลางแจ้งเป็นวันๆ แรงงานก็จะเตรียมอุปกรณ์ รวมถึงอาหารเครื่องดื่มไปทานกันกลางแจ้งด้วย
มีตัวอย่างปลอกแขนใส่ให้ดู เนื่องจากก้านของฮอปส์มีแง่งเล็กๆอยู่ ถ้าโดนผิวก็จะคัน
ห้องแสดงตัวอย่างอุปกรณ์เพื่อทำให้ดอกฮอปส์แห้ง เป็นเตาถ่าน ก่อให้เกิดความร้อนแล้วลอยขึ้นไปด้านบน
ดอกฮอปส์จะอยู่ด้านบนไม้ ให้ความร้อนจากเตาขึ้นไปไล่ความชื้นออกจากดอก
ประติมากรรมที่สร้างขึ้นจากการฮอปส์ที่เก็บเกี่ยวแล้ว
เข้ามาด้านในห้องแสดงของชั้นล่างสุดจะเป็นขั้นตอนการบรรจุดอกฮอปส์แห้งลงไปในกระสอบขนาดใหญ่
มีการกดให้แน่นเพื่อจะได้บรรจุเยอะๆ
แบบจำลองกระสอบฮอปส์ที่มาส่งขายผ่านบริษัท
ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีคนตรวจสอบคุณภาพของฮอปส์ด้วย ดมกันอย่างนี้เลย
ฮอปส์สามแบบ แบบแรกเป็นดอกแห้ง
แบบที่สองที่หลากคนน่าจะคุ้นเคยคือเป็นเม็ดๆ หรือ Hops Pellet นั่นเอง
อีกแบบที่โรงงานใหญ่ๆ จะใช้กันคือเป็นกระป๋องที่สกัด Lupulin ออกมาจากดอกฮอปส์แล้ว เรียกว่า Hops extract ครับ
แน่นอนว่าฮอปส์ส่วนใหญ่เอามาผลิตเบียร์ครับ แต่ก็มีเอาไปใช้ทำยาช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เนื่องจากสารในฮอปส์บางตัวทำให้ง่วงได้ เป็นหนึงสาเหตุว่าทำไมกิน IPA เยอะๆ แล้วง่วง ฮ่าๆ
แผนที่แหล่งผลิตฮอปส์ทั่วโลก
รายชื่อประเทศ
ตัวอย่างฮอปส์สายพันธุ์ Golding ครับ
จบทัวร์เรียบร้อยก็ออกมาด้านนอก มีขวดเบียร์เรียงรายเป็นกำแพงตอนรับอยู่
มีรูปของ เซนท์อาโนลด์ (Arnold of Soissons) นักบุญของคนต้มเบียร์อยู่ด้วย
เสร็จแล้วก็ออกมาข้างนอก เพื่อย้ายไปตึกข้างหน้า
แล้วก็ชิมเบียร์ Poperings Hommel Bier เบียร์ประจำเมืองครับ

รวมๆก็ เป็นทัวร์ที่เหมาะสำหรับคอเบียร์ที่อยากรู้ข้อมูลและประวัติศาสตร์เกี่ยวกับฮอปส์ และเมือง Poperinge ส่วนตัวรู้สึกว่ารายละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับฮอปส์น้อยไปนิด ออกจะเป็นภาพรวมและประวัติศาสตร์ของเมืองซะมากกว่า แต่ยังไงถ้าพอมีเวลาก็น่ามาเดินชมครับ

Hops Museum Poperinge
เบอร์โทร : +32 57 33 79 22
เปิด : 10.00-17.30 ปิดวันจันทร์
เว็บไซต์
เพจ
foursquare

Similar Posts

  • |

    Burn Baby Burn เบอร์เกอร์ที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา

    ตลาดนัดรถไฟเมื่อหลายปีก่อนนั้น แรกเริ่มเดิมทีอยู่บริเวณใกล้ๆ อตก. สวนจตุจักร พอหมดสัญญาถูกเวรคืน ก็มีไปเปิดที่ศรีนครินทร์ และที่ล่าสุดก็คือที่รัชดานี่หละครับ อยู่ติดกับห้างเอสพลานาด เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 58 นี่เอง ถ้ามารถใต้ดินก็ลง สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ที่ตรงจตุจักร ตัวผมเคยไปทีหรือสองที ร้านค้าจำได้ว่าเยอะพอสมควร ของเก่า ของวินเทจเยอะ ของใหม่ก็มีปนๆกัน ร้านเหล้ามี สองสามร้าน ที่ชอบก็คือตึกเก่าๆของการรถไฟฯ ด้านในจะขายเป็นพวกของเก่า เฟอร์นิเจอร์อะไรอย่างนี้ มันดูได้อารมณ์ดี ส่วนที่ศรีนครินทร์ไม่เคยไปครับ มีโอกาสก็เลยมาลองที่เดินที่รัชดา ที่นี่ ของเก่าไม่ค่อยเยอะ ส่วนมากเป็นของใหม่ พวก เคสมือถือ รองเท้าแตะ อะไรอย่างนี้ มีร้านข้าว พวกอาหารจานเดียวทาน อย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงอะไรแนวนี้เยอะ ส่วนด้านหลังและขอบๆ จะเป็นคอนเทนเนอร์เก่า ซึ่งก็มีร้านเหล้าเป็นหลัก มีร้านนม ร้านข้าวแทรกๆ บ้าง จุดประสงค์ที่มาของผมวันนี้ก็คือร้านเบอร์เกอร์ชื่อ Burn Baby Burn อยู่ในโซนคอนเทนเนอร์ด้านหลังๆของ ตลาดเช่นกัน ที่อยากมาก็เพราะได้ยินมาว่า ที่นี่มีคราฟท์เบียร์ไทยขายอยู่หลากหลายยี่ห้อครับ

  • The Farmhouse คราฟท์เบียร์ในบ้านหลังใหญ่เมือง Nagano – ประเทศญี่ปุ่น

    หลังจากที่พักที่เมือง Nagano หนึ่งคืน วันต่อมาหลังจากข้าวเที่ยงที่ร้านอาหาร Meijitei ผมก็นั่งรถไฟต่อไปยังสถานี Yudanaka ซึ่งห่างออกไปประมาณ 45 นาทีครับ ที่นี่มีลิงแช่บ่อออนเซนหรือ Snow Monkey เป็นสถานที่เที่ยวสำคัญ แต่สำหรับคอเบียร์ เมืองนี้เป็นสถานที่ตั้งของโรง Tamamura Honten ผู้ผลิตแบรนด์ดัง ‘Shiga Kogen’ นั่นเองครับ ซึ่งหลังจากเก็บของที่โรงแรมแล้ว ผมก็นั่ง Taxi ไปที่ตัวโรง ปรากฎว่าเค้าไม่มีแทปรูมครับ มีแต่สาเกให้ชิม และก็เบียร์สดสองแทป พร้อมกับเบียร์ขวดอีกนิดหน่อยเลยสอบถามพนักงาน ได้ความว่าให้ไปร้านชื่อ The Farmhouse ที่อยู่ห่างออกไปอีกนิด

  • Mikkeller Baghaven โรงเบียร์เปรี้ยวในโกดังเก่าริมน้ำ โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

    ทริปต่างประเทศทริปสุดท้ายก่อนเกิดการระบาดของ Covid-19 นั้น  ผมและพี่ชายเดินทางไปยังเมืองโคเปนเฮเกนอีกครั้งครับ จุดหมายของเราก็คืองานเบียร์เปรี้ยว Mikkeller Wild Ale Celebration นั่นเองครับ เราออกเดินทางจากกรุงเทพคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ฟินแลนด์ ถึงเดนมาร์กเช้าตรู่ 7 โมงครึ่ง แล้วก็เดินทางไปโรงแรม นอนต่อก่อนครับ ฮ่าๆ เราพักที่ Scandic Kødbyen ซึ่งอยู่ย่าน Vestrobro ใกล้กับที่จัดงาน MBCC เป็นโรงแรมยอดนิยมของคนที่มางาน MBCC นั่นเองครับ ตื่นมาก็ทานข้าวที่ร้าน Kødbyens Fiskebar ซึ่งเคยมาทานเมื่อปีก่อน จนได้เวลาก็ไปรวมตัวกันที่หน้าร้าน Warpigs Brewpub เพื่อเตรียมขึ้นรถทัวร์เดินทางไปยัง Mikkeller Baghaven ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 7 กิโลเมตรครับ

  • |

    รีวิว Central Hotel og Cafe โรงแรมที่เล็กที่สุดในโลก – Copenhagen, Denmark

    เมื่อเดือนตุลาคมปี 2016 ที่ผมไปเที่ยว Copenhagen นั้น ผมเข้าพัก 2 ที่ครับ คืนแรกเป็นโรงแรม ส่วน 3-4 คืนที่เหลือพัก Airbnb ซึ่งโรงแรมที่พักคืนแรกนี่ไม่ธรรมดา เพราะทั้งโรงแรมมีอยู่ 1 ห้องพักครับ เจ้าของก็เลยเคลมว่าเป็นโรงแรมที่เล็กที่สุดในโลก ฮ่าๆ จริงๆ จะเรียกว่าเป็นห้องพักก็ได้ แต่มันจะดูไม่เท่และไม่ตื่นเต้น ตัวโรงแรมอยู่ในย่านที่ชื่อว่า Vesterbro ห่างจากสถานี Copenhagen ประมาณ 1 กิโลครับ พอมาถึงก็จะเจอกับตึกไซส์เล็กๆ น่ารัก 2 ชั้น ชั้นล่าเป็นตัว cafe ซึ่งก็ขนาดนิดเดียว มีที่นั่งด้านน่าอีก 2 โต๊ะ เดินไปหาพนักงาน เค้าก็ดูรู้เลยว่ามาคนที่มาพัก หยิบกุญแจแล้วก็พาเข้าประตูตึกข้างๆ ขึ้นบันไดมา ชั้น 2 แล้วก็จะเจอห้องพักครับ

  • Vertere Brewery โรงคราฟท์เบียร์และคาเฟ่ริมเขาชานเมืองโตเกียว

    ทริปโตเกียวเมื่อมกราคม 2020 หลังจากที่ผมเดินทางไปงาน Japan Brewers Cup ที่ Osanbashi Pier จบงานก็นั่งรถไฟกลับโตเกียว เอาของเก็บที่พัก ทานข้าว ไป Mikkeller Tokyo แล้วก็กินอิซากายะจนดึกดื่น สายๆ ของวันที่ 4 ชาวคณะก็เดินทางไกลราว 2 ชั่วโมง ออกนอกตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านเมือง Fussa และเขา Mitake ที่คุณหญิงกีรติมาเที่ยวกับนพพร  (ข้างหลังภาพ) ฮ่าๆ รถไฟวิ่งเลียบแม่น้ำ Tama ไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย เราก็ลงกันที่สถานีปลายทางชื่อ Okutama ออกมาจากสถานีบรรยากาศสลัวๆ และเย็นกว่าในโซนตัวเมืองมาก ข้ามถนนปุ๊บก็ถึงจุดหมายที่เราดั้นด้นกันมาไกล นั่นก็คือโรงเบียร์ Vertere ครับ ตั่งอยู่หน้าสถานีเลย 

  • Versailles (พระราชวังแวร์ซาย) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 10

    วันที่ 10 ของทริปนี้ วันนี้เราออกมานอกเมือง มายังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของฝรั่งเศส นั่นก็คือ พระราชวังแวร์ซาย หรือ Château de Versailles ในภาษาฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซาย อยู่ในเมืองแวร์ซาย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส โดยตัวเมืองอยู่ห่างจากใจกลางกรุงปารีสไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 17.1 กิโลเมตร เราเดินทางมาด้วยรถทัวร์ แต่ถ้าเดินทางมาเองจากใจกลางเมืองก็สามารถมาได้ทางรถไฟ พระราชวังแวร์ซายเริ่มก่อสร้างในปี 1661 เสร็จในปี 1688 โดยแรกเริ่มในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 นั้นเป็นเพียง กระท่อมล่าสัตว์ขนาดไม่ใหญ่ แต่พอมาถึงสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้มาสร้างขึ้นเป็นพระราชวังขนาดใหญ่ ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นหินอ่อนสีขาว นอกจากตัววังแล้ว สวนของพระราชวังใหญ่ก็มีขนาดใหญ่มโหฬารเช่นกัน (ตอนนี้รูปเยอะหน่อยนะครับ)


แสดงความคิดเห็น