เยี่ยมชมโรงเบียร์ Rodenbach ที่เมือง Roeselare – ประเทศเบลเยี่ยม

โปรแกรมช่วงบ่ายของพวกเราในวันที่ 3 ของทริป Road to Belgium หลังจากไปทานข้าวกลางวันและจิบเบียร์ที่ร้าน In De Vrede หน้าโรงเบียร์ Brouwerij de Sint-Sixtusabdij van Westvleteren เราเดินทางกันต่ออีกประมาณ 40 กิโลเมตรไปทางตะวันออก เข้าไปยังตัวเมือง Roeselare เพื่อจะเข้าเยี่ยมชมโรงเบียร์ Rodenbach ครับ

ตอนที่เรามาถึงฝนกำลังโปรยปรายเบาๆ พอให้หัวเปียก เจ้าหน้าที่ของโรงก็พาเข้าห้องประชุมของโรง แล้วก็เสิร์ฟกาแฟคนละถ้วยอย่างรู้ใจว่าบ่ายๆ แบบนี้ง่วงแน่นอน จากนั้นก็ให้ชม Video เกี่ยวกับโรงครับ แล้วก็เล่าประวัติต่างๆ เช่น ทำไมชื่อถึงดูเป็นเยอรมัน สาเหตุก็เพราะว่าบรรพบุรุษเป็นชาวเยอรมันชื่อ Ferdinand Rodenbach เป็นหมอทหาร ไปรบแล้วก็ถูกจับ พอได้รับการปล่อยตัวก็มาตั้งรกรากที่เมือง Roeselare ที่ตั้งของโรงเบียร์นี่เอง

โดยตัวโรง Rodenbach ก่อตั้งเมื่อ 1821 (ใกล้ครบ 200 ปีแล้ว) โดย 4 พี่น้อง(Pedro, Alexander, Ferdinand and Constantijn) ซึ่งเป็นรุ่นหลานของปู่ Ferdinand  หลังจากนั้นผ่านไป 15 ปี Pedro หนึ่งในสี่พี่น้องได้ซื้อกิจการทั้งหมดมาบริหารเองกับภรรยา พอถึงปี 1864 Edward ลูกชายของทั้งสองก็มาดูแลกิจการต่อ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือปี 1878 ที่ Eugene ลูกของ Edward ได้เข้ามาบริหารต่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้เค้าได้ไปศึกษากระบวนการผลิตเบียร์ที่อังกฤษเกี่ยวกับหมักเบียร์ในถัง Oak และการเบลนด์ระหว่างเบียร์เก่าและเบียร์ใหม่ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นเบียร์ตัวดังของ Rodenbach นั่นเอง โรงเบียร์ Rodenbach วนเวียนอยู่ในลูกหลานและเครือญาติของตระกูลจนกระทั่งถึงปี 1998 Palm Brewery ก็เข้ามาซื้อกิจการไปครับ

พอดูจนเสร็จก็เริ่มทัวร์รอบๆ โรง โดยเริ่มจากส่วนของ Malting Tower เก่าแก่ของโรง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว) ต่อด้วยส่วนของการต้ม และถังหมัก และมีไฮไลท์อยู่ที่ถังไม้ Oak ขนาดใหญ่ (Foeder) ที่มีจำนวนมหาศาลเลยครับ คือเข้าห้องนึงออกห้องนึง ไปอีกชั้น ก็จะเจอทุกห้องแน่นไปด้วยถัง Foeder ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบ่มเบียร์สไตล์ Flemish red-brown ales

ป้ายด้านหน้าโรง

 

บรรยากาศเมื่อเข้ามาด้านใน ที่เห้นตรงกลางคือ Malting Tower เก่าแก่ครับ
เข้ามานั่งกันที่ห้องประชุม
เสิร์ฟกาแฟด้วย รู้จักจริงๆ ครับ
พนักงานมากล่าวต้อนรับและเปิดวิดิโอให้ชม
พนักงานเล่าว่า บ้านหลังใหญ่อีกฝั่งของถนนเป็นของตระกูล Rodenbach ผู้ก่อตั้งแบรนด์

 

อาคารเก่า

 

ส่วนตึกนี้เป็นอาคารใหม่ หม้อต้มแบบใหม่ครับ
Malting Tower
มีป้าย Alexander Rodenbach Straat (Street) หนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเบียร์อยู่ที่ด้านใน Malting Tower
ภายใน Malting Tower ครับ
ผ่านช่องเข้าไปตรงกลาง
ด้านบนเป็นตะแกรงเหล็กให้ความร้อนขึ้นไปทำให้มอลต์แห้ง

 

ไกด์กำลังอธิบายเรื่องถังหมัก

 

 

 

ถังหมักเก่า
มีผ่าให้ดูภายใน
มีชาร์ตแบ่งวิธีการหมักแบบต่างๆ ในเบลเยี่ยม

 

ตัวอย่างโรงที่หมักทั้ง 4 แบบ

 

วิว Malting Tower จากด้านบน
ตัวตึกเก่าวิวจากชั้นบน
ไกด์กำลังจะเปิดห้อง Foeder ให้ชมครับ
เปิดเข้าไปนี่ ตระการตามาครับ ถังเบ้อเริ่ม เรียงกันยาวเลย

 

 

ถัง Foeder เก่าแก่ของโรง มีอายุ 180ปีครับ ! ซื้อโดยคุณ Pedro ตั้งแต่ปี 1836

 

ส่วนถังใหญ่มีขนาดตั้งแต่ 12,000-65000 ลิตร ถังที่เก่าสุดอายุ 150 ปี

 

 

 

 

 

บรรยากาศภายในห้องเก็บถัง Foeder
เนื่องจากใช้ถัง Foeder ขนาดใหญ่และเป็นจำนวนมาก ที่นี่จึงมีช่างต่อถังไม้ (Cooper) เป็นทีมงานประจำด้วยครับ

 

 

จนจบทัวร์ก็มีเบียร์แต่ละตัวของ Rodenbach ให้ชมว่ามีอะไรบ้าง
บรรยากาศภายในห้องหมักชั้นล่าง

 

Rodenbach ตัว Vintage 2015 ใช้น้ำเบียร์จากถัง 195 ครับ
โซนสุดท้ายก่อนจะถึงห้องเลี้ยงรับรอง
บรรยากาศภายใน้ห้องเลี้ยงรับรองครับ
บรรยากาศภายใน้ห้องเลี้ยงรับรองครับ
มีรูปของบรรดาเจ้าของตระกูล Rodenbach

ฝั่งซ้ายมือเป็นบาร์ครับ หัวแทปสดเรียงราย
มีเบียร์ตัวต่างๆ ขายอยู่ ซื้อกลับได้เลย
แก้วแบบต่างๆ
ตัว Grand Cru และ Alexander แบบขวดใหญ่
รายละเอียดของเบียร์แต่ละตัว
ไกด์เปิดตัววินเทจให้ลองชิมกันครับ
ตัวแรกเป็น Rodenbach Grand Cru แอลกอฮอล์ 6% จิแล้วรู้สึกถึงรสเปรี้ยว มีติดฝาด ซ่านิดนึง ท้ายหวานหน่อย บอดี้ไม่หนามาก
แก้วที่สองคือ Vintage ถัง 195 แอลกอฮอล์ 7% ตัวนี้รู้สึกว่านุ่มกว่า บาลานซ์ ไม่เปรี้ยวแหลมเท่าไหร่ ค่อนข้างซ่า

 

อาหารจานแรกมาเรียกน้ำย่อย เป็น Pate อร่อยดีครับ เนื้อเนียน รสขมนิด รสเค็มกำลังดี ผักสดกรอบ ตัวน้ำจิ้มเปรี้ยวเผ็ดนิด แฮมนุ่มเนียน รสเค็มกำลังดี กรึ่บๆ
ตัวสุดท้ายที่ลองคือ Alexander ครับ 5.6% รสออกเปรี้ยวนิด มีเชอรี่ๆ กำลังดี กลม หอมหวาน บาลานซ์ดี สวยงามครับ
จานหลักมื้อนี้เป็นเนื้อครับ ใช้เบียร์ตุ๋น เนื้อเปื่อยๆ แต่ค่อยไม่นุ่ม รสออกเค็มหวาน มีขมหน่อยๆ
เสิร์ฟมากับฟรายร้อนๆ ทานแล้วเข้ากันดีครับ
ของหวานเป็นเชอเบทมะม่วง รสเปรี้ยวหวาน ล้างปากดีครับ

จนจบทัวร์ เราก็มากันที่ห้องเลี้ยงรับรองของทางโรง เป็นโถงขนาดใหญ่ บรรยากาศดีเลยครับ ตกแต่งด้วยถัง Forder หลายใบ มีรูปของผู้ก่อตั้งและเจ้าของตั้งแต่อดีตเป็นผ้าขนาดใหญ่แขวนอยู่ ทางโรงเลี้ยงอาหารเย็นพวกเราแล้วก็มีเบียร์มาให้ลองอีก 3-4 ตัวครับ เสร็จแล้วชาวคณะก็เดินทางกลับที่พักในเมือง Bruges

ตอนที่เขียนเรื่องของโรง Rodenbach นี้ก็ทราบข่าวมาว่าตัวเบียร์กำลังจะถึงไทยพอดีเลยครับ น่าจะช่วงประมาณปลายๆ เดือนพฤศจิกายนนี้หละครับ โดยมีเข้ามาทั้งแบบขวดและสด สามารถติดตามได้จากเพจ Captain Barrel ผู้นำเข้าครับ ว่าจะมีไปที่ร้านไหนบ้าง

Similar Posts

  • Beer ++ คราฟท์เบียร์เจ้าอร่อยต้มเองที่ร้านสถานี Jujo – Tokyo

    จาก Takadanobaba Beer Kobo ผมนั่งรถไฟสาย Yamanote แล้วต่อสาย Saikyo มาลงที่สถานี Jujo เพื่อจะมาที่ร้านชื่อว่า Beer++ ซึ่งอยู่ใกล้สถานีนิดเดียวครับ ออกประตูทิศใต้แล้วข้ามทางรถไฟมา ร้านอยู่ติดทางรถไฟเลยครับ ตัวร้านตกแต่งทั้งร้านด้วยไม้สีโทนอ่อนทั้งหมด ด้านหน้าร้านมีที่นั่งนิดหน่อย พอเข้ามาในร้านก็จะเป็นบาร์เลยครับ สามารถยืนทานหน้าบาร์ได้เลย หรือถ้าอยากนั่งก็มีที่นั่งอยู่บริเวณชั้น 2 ซึ่งมีโต๊ะอยู่สามสี่ตัวครับ ที่นี่เสิร์ฟเบียร์สดทั้งหมด 7 แทป เป็นเบียร์ของทางร้านเองและก็มีของแบรนด์อื่นด้วย วันที่ไปผมและพี่ชายมีโอกาสได้คุยกับคุณ Hisato และ คุณ Yoichiro เจ้าของร้าน ซึ่งเป็น Brewer ผู้ต้มเบียร์ด้วย แกก็เลยพาไปหลังร้านดูส่วนต้มและหมักเบียร์ แกเล่าว่าต้มทีละ 200 ลิตร อุปกรณ์ดูธรรมดา ไม่อลังการเหมือนเจ้าใหญ่ครับ

  • Oedipus จิบและเยี่ยมชมโรงเบียร์ในเมือง Amsterdam

    หลังจากทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Stork เสร็จ ชาวคณะก็ไปแวะจิบกาแฟกันนิดหน่อย ก่อนจะเดินกลับมารวมตัวกันที่โรงเบียร์โรงแรกของทริปนี้ครับ นั่นก็คือ Oedipus ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเองครับ ตัวโรงเป็นโกดังหลังคาสูง เข้ามาปุ๊บก็จะเป็นส่วนของแทปรูมครับ บาร์อยู่ฝั่งขวามือ ด้านหลังเป็นโซนต้มและบรรจุ ติดกันอีกห้องเป็นที่เก็บสต๊อกและถังบาร์เรลที่เอจเบียร์อยู่  สำหรับโรง Oedipus มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปได้ในปี 2009 เมื่อ  Alex, Paul, Sander และ Rick ยังทำงานอยู่ที่ร้าน Beer Temple ซึ่งทำให้พวกเค้าได้เปิดหูเปิดตารู้จักเบียร์ใหม่ๆจากทั่วโลก 

  • | |

    ชมโรงเบียร์ Stiegl และทานอาหารกลางวัน Vienna, Austria

    ทริปยุโรปคราวนี้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมโรงเบียร์ 1 แห่งครับ เป็นของเบียร์ยี่ห้อ Stiegl อยู่ในเมือง Salzburg ประเทศ Austria ตัวโรงนี่อยู่ในเมืองเลยนั่งรถแป๊บเดียวถึงครับ ที่นี่จะมีทั้งโรงเบียร์ ร้านอาหาร ร้านเบียร์และส่วนของพิพิธภัณฑ์ประวัติของแบรนด์ สำหรับ Stiegl นั้นเป็นแบรนด์เบียร์เก่าแก่เจ้าดังของออสเตรียครับเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 1492 โดยคำว่า Stiegl นี่แปลว่า บันได้ขั้นเล็กๆ โลโก้ของแบรนด์จึงเป็นรูปบันไดซึ่งมาจากขั้นบันไดใกล้ๆ โรงเบียร์ในอดีต จากช่วง 90s ทางแบรนด์ก็ปรับปรุง ทำการตลาดหลากหลายวิธี เปิด Musuem ทำการตลาดต่างประเทศเยอะ อย่างตอนไปงานที่ฮ่องกงก็มีบูธของ Stiegl มาออกด้วยครับ สำหรับโปรแกรมของผมวันนี้ก็คือทานข้าวที่ร้านในโรงเบียร์ก่อน เสร็จแล้วก็เดินเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งวันที่ไปดันเลทไปนิดนึงเลยไม่ทันไกด์ที่เค้าจะพาเดินทัวร์แล้วบรรยาย แต่ก็กลายเป็นดีเพราะสามารถเดินดูได้เรื่อยๆ ไม่ต้องทำเวลา พอออกมาก็เอาตั๋วที่ได้มาแลกเบียร์ดื่มได้อีก 1 ชุดครับ

  • Akkee อาหารไทยรสเข้มข้นแกล้มคราฟท์เบียร์ ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด

    หลังจากที่ได้ไปที่ร้านอัคคีเมื่อตอนช่วงเปิดใหม่ๆ จนทางร้านเข้าที่เข้าทาง ห้องครัวเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟอาหาร ผมก็วนเวียนกลับไปอีกสามสี่ที และเมื่อวันก่อนก็ได้ไปซ้ำอีกครั้งครับ  ร้านอัคคีอยู่บนถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ถ้ามาจากแจ้งวัฒนะก็วิ่งจนสุดแล้วกลับรถมาประมาณซัก 1 กิโลเมตรร้านจะอยู่ในซอยเลี่ยงเมืองปากเกร็ด 42 ปากซอยเป็นร้านอาหาร Triple G และ ศูนย์รถมอเตอร์ไซค์ Kawasaki ตัวร้านเป็นบลอคกระจกเรียงตัวกันเป็นกำแพงของร้านสวยงาม ผ่านประตูกระจกมาก็จะสลัวๆ หน่อย ตกแต่งด้วยสีโทนเข้มเป็นหลัก ขนาดร้านค่อนข้างใหญ่มีโต๊ะที่นั่งเยอะพอสมควร บริเวณบาร์อยู่ชิดกำแพง แทปเบียร์มีทั้งหมด 14 หัว เรียงรายอยู่ใต้ตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม มุมขวาเป็นห้องครัวติดกระจกให้ลูกค้าเห็นด้านใน 

  • Circa Brewing คราฟท์เบียร์โรงสวย Brooklyn, New York

    วันที่สามของทริป เช้านี้เราไปถ่ายรูปกันแถว Times Square จุดท่องเที่ยวยอดนิยม ฝนปรอยๆ ตลอดครับ จากนั้นก็เดินหลบๆ ฝนไปทานข้าวเที่ยงที่ร้าน Del Frisco’s ร้านเชนสเต็กเจ้าดัง เสร็จแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปคนละที่ ผมและพี่ชายเริ่มไปทัวร์โรงเบียร์กันครับ เรานั่งรถใต้ดินลงใต้ข้ามแม่น้ำ East River ไปยังฝั่ง Brooklyn ลงที่สถานี Jay St แล้วก็เดินอีกนิดนึงก็ถึงที่แรกของเราวันนี้ ชื่อ Circa Brewing ครับ ที่นี่เป็นโรงขนาดค่อนข้างใหญ่ครับ เดินเข้ามาก็จะเจอถังเฟอร์เมนท์อยู่ทางฝั่งขวามือ ขนาดถังไม่ใหญ่มาก แต่ที่น่ารักคือมันซ้อนกันอยู่ ภายในตกสวยงามดูสบายๆ เนี้ยบๆ แต่ไม่หรูหรามาก

  • | |

    จิบเบียร์ที่บาร์บรรยากาศดี Buxton Tap House เมือง Buxton – ประเทศอังกฤษ

    ผมออกเดินทางจากลอนดอนที่สถานี London Euston ตอนประมาณ 10 โมงกว่า ขึ้นรถไฟ Virgin Train มุ่งหน้าสู่เมืองแมนเชสเตอร์ที่อยู่ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร โดยการเดินใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงครับ มาถึงแมนเชสเตอร์ที่สถานี Manchester Piccadilly ช่วงเที่ยงๆ มึนทางนิดหน่อยจนงมๆมาขึ้น loop bus ด้านหน้าสถานี เป็นรถฟรีครับ มาลงที่พัก Airbnb ที่จองไว้เจอหน้าเจ้าของห้อง พูดคุยนิดหน่อยแล้วรีบกลับไปยังสถานีเพราได้จองตั๋วไปเมือง Buxton เอาไว้แล้ว รถไฟจากแมนเชสเตอร์ถึง Buxton ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ เดินจากสถานีมานิดเดียวก็จะเจอเป้าหมายแรกของเราในวันนี้นั่นก็คือ Buxton Tap house


แสดงความคิดเห็น