Delirium Cafe จิบเบียร์ฟังดนตรีที่ร้านย่าน Grand Place กลางกรุง Brussels – ประเทศเบลเยี่ยม

โปรแกรมปิดท้ายคืนนี้ของเราหลังจากทานข้าวเย็นที่ร้าน Bozar แล้วเราก็เดินย่อย ผ่านโรงแรม ผ่าน Grand Place ไปยังผับชื่อดังอีกหนึ่งของเมือง Brussels ซึ่งไม่ใช่ผับธรรมดา แต่เป็นเบียร์ผับของแบรนด์เบียร์ดังโลโก้ช้างชมพู

ใช่แล้วครับที่นี่คือ Délirium Café บรรยากาศหน้าร้าน ไฟนีออนหลายสีสว่างไสว อารมณ์คล้ายๆ ถนนข้าวสาร คนเยอะมากๆ ครับ ผมเดินๆ อยู่คนมาสะกิดว่าเอายาไหม ฮ่า

ตัวร้านมีหลายโซนครับ ที่ลองเดินสำรวจดูชั้น 1 จะคนเยอะที่สุด เป็นผับธรรมดาแต่ขนาดร้านใหญ่และลึก ไฟสลัวๆหน่อย ลงมาข้างล่างชั้นใต้ดินเป็นเวทีดนตรีสด คนยืนเบียดกันดูวงเล่น

ส่วนชั้นสองจะเงียบสงบหน่อยครับ เป็นโซนที่ขายคราฟท์เบียร์ ชื่อโซนว่า Hoppy Loft มีเบียร์สดทั้งหมด 20 แทป รอบๆ ผนังตกแต่งด้วยเพลทโลหะโลโก้ของแบรนด์เบียร์ต่างๆ วันที่ผมไปนี่ชั้นสองก็มีลูกค้าเยอะนะครับ เป็นนักท่องเที่ยวก็น่าจะเยอะ เพราะเห็นมายืนๆ ถ่ายรูปกัน

แต่ชั้นบนเหมือนจะปิดเร็วกว่าคือ ผมกินไปได้หนึ่งแก้ว พอสั่งแก้วที่สองพนักงานกดใส่แก้วพลาสติกให้ ซักพักก็เดินมาไล่บอกลูกค้าทีละโต๊ะว่าเดี๋ยวจะปิดแล้ว ผมก็เลยถือลงมาเดินวนๆ ที่ชั้น 1 และชั้นใต้ดินครับ

ซอยหน้าทางเข้าร้านครับ
ป้ายไฟหน้าร้าน
บรรยากาศภายในชั้น 1
บรรยากาศภายในชั้น 1
บรรยากาศภายในชั้น 1
บรรยากาศภายในชั้น 1
บริเวณหน้าบาร์คนแน่นตลอดครับ
บริเวณหน้าบาร์
รายการเบียร์สดที่ชั้น 1
รายการเบียร์สดที่ชั้น 1
รายการเบียร์สดที่ชั้น 1
โซนด้านในมีตู้ถ่ายรูป Photomatique อยู่ด้วย
ป้ายไฟ Delerium tremen สวยงาม
ป้ายเพลทบริเวณทางลงไปชั้นใต้ดิน
มีขวด Delirium มาเรียงๆ
วงดนตรีกำลังเพลง Johnny B. Goode ของ Chuck Berry อยู่ครับ
บริเวณหน้าบาร์
เบียร์ขวดเพียบๆ
พาสเวิร์ด wifi เจ๋งมาก ฮ่าๆ
เดินขึ้นมาชั้น 2 ครับ
บรรยากาศบนชั้น 2
บรรยากาศบนชั้น 2
บรรยากาศบนชั้น 2
หัวแทปเบียร์สด
รายชื่อเบียร์สด
ป้ายกฎต่างๆ ตลกมาก ชอบมากครับ
แก้วแรกเป็น New England IPA ชื่อ Superbia จากแบรนด์ La Débauche ประเทศฝรั่งเศสครับ เหมือนจิบน้ำส้มเลยครับ ค่อนข้างซ่า ออกหวานนิด บอดี้บาง เสิร์ฟมาเย็นๆ สดชื่นดีครับ
แก้วที่สองเป็นเบียร์เปรี้ยว ชื่อ Wild Lab #hoppysour จากโรง La Débauche เช่นกัน ฮอปส์ออกโทนลิ้นจี่ บอดี้บาง รสเปรี้ยว ซ่า มีขื่นฮอปส์นิดๆ
แก้วสุดท้ายของคืนนี้ พนักงานเสิร์ฟใส่แก้วพลาสติกให้เพราะบาร์จะปิด เป็นสเตาท์ชื่อ Export Stout ของโรง Boundary จากไอร์แลนด์เหนือ ออกกาแฟ คั่วๆ และก็ชอคโกแลต ซ่าเลยครับ มีความครีมมี่ และรสเปรี้ยวตอนปลายๆ

โดยรวมก็จะออกอารมณ์มันๆ สนุกๆ หน่อย เหมือนไปบริคบาร์ที่ถนนข้าวสารอะไรอย่างนั้น ต่างกับร้านเงียบๆ ที่ Bruges โดยสิ้นเชิง แต่ก็มีเบียร์ให้เลือกชิมเยอะมาก คือสามชั้นนี่เบียร์ไม่เหมือนกันเลย ถ้าชอบมันๆ ก็น่ามาลองดูครับ แต่รอบๆ อาจจะดูอันตรายนิดหน่อย แนะนำว่าไม่ควรมาคนเดียว ซักสองสามคนน่าจะปลอดภัยกว่าครับ

Délirium Café บรัสเซลส์
เบอร์โทร : +32 2 514 44 34
เปิด : 10.00-4.00(ตีสี่) อาทิตย์ 10.00-02.00(ตีสอง)
เว็บไซต์
เพจ
foursquare

Similar Posts

  • |

    The Ninth อาหารฝรั่งเศส-เมดิเตอเรเนียน ลอนดอน – ประเทศอังกฤษ

    หลังจากที่ออกจากงานเบียร์งานใหญ่ Great British Beer Festival ผมก็นั่งรถไฟไปยังสถานี Tottenham Court Road จุดหมายของเราในคืนนี้คือร้านอาหารชื่อ The Ninth ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีไปประมาณ 500 เมตรครับ ร้านนี้เป็นร้านของเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่มีประสบการณ์มากมายจากร้านอย่างเช่น Le Gavroche, The Restaurant Marco Pierre White และ The Square โดยเมนูของที่นี้ก็จะเป็นอาหารฝรั่งเศสผสมผสานกับเมดิเตอเรเนียน สำหรับชื่อร้านนั้นก็มีที่มาง่ายๆ ว่าเป็นร้านที่ 9 ที่ตัวเชฟได้เกี่ยวข้องด้วยนั่นเองครับ เมนูของที่เป็นอาหาร โดนจะเป็นจาน A La Carte มีตอนกลางวันที่เสิร์ฟเป็น Lunch Set ครับ ตัวร้านโทนสีดำๆ เข้มๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก ตกแต่งด้วยเหล็กและไม้ รู้สึกแน่นนิดหน่อย มีชั้น 2 ด้วยแต่ผมไม่ได้ขึ้นไปครับ วันที่ไปลูกค้าในร้านเยอะพอสมควร คุยกันเสียงดังช้งเช้งแข่งกับเสียงเพลง jazz ที่เปิดคลออยู่เบาๆ อากาศในร้านอุ่นจนร้อน

  • Cafe Rose Red จิบเบียร์คืนในสุดท้ายเมือง Bruges – ประเทศเบลเยี่ยม

    คืนสุดท้ายในเมือง Bruges หลังจากที่กลับมาจากโรง Rodenbach ช่วงหัวค่ำพอดี อาหารทางโรงก็เลี้ยงมาเต็มอิ่มแล้ว ก็เลยหาร้านเบียร์ไปดื่มกันครับ ทีแรกเราเดินไปถึงร้าน De Garre ปรากฎว่าร้านปิด Private Party เลยต้องย้ายหาร้านใหม่ ซึ่งเป็นอีกร้านที่จดเอาไว้ อยู่ห่างกันนิดเดียวเพียง 400 เมตร ร้านนี้มีชื่อว่า Cafe Rose Red ครับ ขนาดร้านค่อนข้างกว้าง เป็นสองห้องใหญ่ๆ ติดกัน ภายในร้านตกแต่งด้วยกุหลาบแดงตามชื่อร้าน เปิดเพลงแจ๊ซชิลล์ๆ ลูกค้าส่วนใหญ่จะแก่ๆ หน่อย ที่นี่มีเบียร์ให้เลือกเยอะมากครับ โดยเฉพาะพวกแลมบิค ในลิสต์นี่ตัวหายาก ตัวเก่าๆ มีเพียบเลยครับ ส่วนอาหาร เนื่องจากแน่นมาจากมื้อเย็นแล้วก็เลยสั่งมาแค่กับแกล้มมาทานแก้เลี่ยน ไม่ได้สั่งอะไรจริงจังครับ

  • Interboro Spirits & Ales Brooklyn, New York

    มาถึงโรงสุดท้ายของวัน หลังจากที่ไป Brooklyn Brewery และ Grimm ผมกับครอบครัว ก็เดินเท้าเลี้ยวซ้ายประมาณ 300 เมตรก็ถึงครับ อยู่ใกล้มากๆ โรงนี้มีชื่อว่า Interboro Spirits & Ales ครับ Interboro ก่อตั้งโดย Jesse Ferguson ในปี 2016 ตัวเค้าเองเริ่มต้มเบียร์แบบ Homebrew พัฒนาฝีมือ และก็ได้เป็น Head Brewer ที่โรง Carton Brewing และก็ได้ทำงานที่โรงดัง Other Half ด้วย ซึ่งก่อนจะมาเป็น brewer Jesse เคยเป็นดีเจทำงานเพลง Hiphop ในค่าย Definitive Jux ทำให้เบียร์หลายๆ ตัว เป็นงาน Collaboration กับ ศิลปิน Hiphop รวมถึงชื่อของเบียร์หลายๆ ตัว ก็มีแรงบันดาลใจจากชื่อเพลง ชื่อศิลปิน

  • Beerpub Brick Lane จิบคราฟท์เบียร์แกล้มเบอร์เกอร์ Nagoya – ประเทศญี่ปุ่น

    ร้านที่สองของคืนนี้ หรือร้านสุดท้ายของทริปนั่นเอง หลังจากที่ไปร้าน Hopbuds ผมเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Kamimaezu นั่งแค่ 2 สถานีก็ลงที่ Fushimi จากนั้นเดินต่อประมาณ 550 เมตรก็จะถึงร้านครับ ร้านนี้มีชื่อว่า Beerpub Brick Lane เป็นร้านขนาดกลางๆ มีโต๊ะอยู่ฝั่งขวา ฝั่งซ้ายเป็นเคาเตอร์ยาวตามร้านเข้าไป ด้านในเป็นครัวและแทปเบียร์สดครับ ในร้านสว่างๆ โต๊ะทรงสูงเป็นทอปไม้ แล้วก็มีชั้นวางของโชว์กระป๋องเบียร์หนังสือเบียร์ที่ทำด้วยไม้เช่นกัน สำหรับเบียร์สดของที่นี่มีทั้งหมด 10 แทป (วันที่ไปจัมป์อยู่ 8 แทป)โดยจะเป็นยี่ห้อ kings Brewing เยอะหน่อย เนื่องจากเจ้าของร้านเป็นผู้นำเข้ามานั่นเอง ส่วนอาหารก็จะมีเบอร์เกอร์เป็นเมนูหลักครับ แล้วก็มีของทานเล่นกับสลัดเสิร์ฟด้วย

  • |

    Pasteur Street คราฟท์เบียร์เจ้าดังของ Ho Chi Minh – ประเทศเวียดนาม

    ร้านที่สองของทริปหลังจากที่ไป Heart Of The Darkness ตอนกลางวัน ช่วงเย็นผมไปกินเลี้ยงที่ร้าน เสร็จก็ย้ายไปตอนกันที่ Pasteur Street ครับ Pasteur Street นับเป็นเจ้าแรกๆ ของคราฟท์เบียร์ในเวียดนาม (ก่อนหน้ามี Luoisiane กับ Platinum) โดย Pasteur Street เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2015 มีเจ้าของเป็นชาวอเมริกัน 3 คนครับ เจ้านี้หลายคนน่าจะคุ้นเพราะมีแบบสดเข้ามาขายในไทยแล้วเช่นกัน ช่วงแรกๆ ที่เปิด Taproom นี่ก็จะเป็นฝรั่งและชาวต่างชาติซะเยอะ ปัจจุบันคนเวียดนามเริ่มเก็ตคราฟท์เบียร์แล้ว ลูกค้าก็เลยกลายเป็นคนท้องที่ผสมกับนักท่องเที่ยว(อย่างเช่นผมนี่เอง ฮ่าๆ) ที่อ่านมาเบียร์แต่ละตัวของ Pasteur Street จะมีส่วนผสมอย่างน้อยหนึ่งชนิดที่เป็นวัตถุดิบของเวียดนาม อย่างเช่น มะลิ เสาวรส ขนุน แตงโม หรือทุเรียนก็ยังมี สำหรับตัว Taproom ก็ตั้งอยู่บนถนน Pasteur เลยนั่นเอง (ก็คือที่มาของชื่อโรง) ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง Ho Chi Minh ครับ วันที่ผมได้ขึ้นไปนั่งที่ตึกด้านหลัง เข้าใจว่าเป็นส่วนที่เพิ่งเปิดใหม่ อยู่บนดาดฟ้าและมีห้องแอร์ขนาดกลางๆ…

  • The Fat Cow On The Rooftop คราฟท์เบียร์บาร์แกล้มอาหารฝรั่งย่านประตูน้ำ

    วันก่อนเข้าเมืองแล้วก็มีโอกาสได้ไปร้านเบียร์บนดาดฟ้ามาครับ ชื่อร้านว่า The Fat Cow On The Roof หลายคนอาจจะคุ้นชื่อ ซึ่งก็เข้าใจถูกแล้วครับ เพราะที่นี่เป็นอีกสาขาของร้าน Fat Cow ที่อยู่ปากซอยลาดพร้าว 15 นั่นเอง ตัวร้านอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมเมโทรประตูน้ำบูทีคโฮเทล เข้าโรงแรมมาก็เดินไปขึ้นลิฟต์ไปชั้น 8 ออกมาก็จะเป็นร้านเลย ผมไปดึกๆ วันธรรมดามีลูกค้าอยู่อีกหนึ่งโต๊ะ บรรยากาศร้านดีเลยครับ ลมเย็นสบายดี แต่วันไหนฝนตกอาจจะลำบากหน่อย ที่นี่มีเสิร์ฟเบียร์สดทั้งหมด 6 แทปและก็มีตู้แช่เบียร์ขวดอีกหนึ่งตู้ เป็นคราฟท์ไทยเกือบทั้งหมดครับ ส่วนอาหารจะเป็นอาหารฝรั่ง พวกไส้กรอก สเต็ก เมนูดังก็จะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ครับ


แสดงความคิดเห็น