Cuisine de Garden ชิมเทสติ้งเมนูจานสวย ปรุงแต่งจากวัตถุดิบท้องถิ่น ชานเมืองเชียงใหม่

ตอนเช้าทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นวังสิงห์คำ บ่ายๆ ทาน ฮอกไกโดซุปเคอรี่ที่ Supa แล้วก็นั่งทำงานอยู่ที่ร้านกาแฟ จนเย็นๆ ผมก็เรียกรถ เดินทางออกนอกตัวเมืองลงมาทางทิศใต้

มีจุดหมายอยู่แถว หนองควาย หางดงครับ ไม่ไกลจากร้านลาบขุนเสที่เคยมาเมื่อสองปีก่อน ร้านที่จองมาวันนี้ชื่อว่า Cuisine de Garden ครับ อยู่ในถนนเล็กๆ จากถนนใหญ่เข้ามาประมาณสัก 1 กิโลเมตร

มาถึงหน้าร้านเจอกำแพงสีขาว แล้วเดินเข้ามาทางซ้ายมือผ่านสวน ก็จะเจอตัวร้านที่ซ่อนอยู่ครับ พนักงานงานออกมาต้อนรับด้วยความยิ้มแย้มและพามานั่งที่ห้องฝั่งขวามือซึ่งอยู่ติดกั บครัว

กำแพงสีขาวด้านอก
เดินเข้ามาด้านในครับ
ป้ายหน้าสวน
เดินผ่านสวนเข้าไป
จนสุดทางด้านใน
ก็จะเจอทางเข้าร้านครับ
เข้ามาด้านใน
บรรยากาศภายในโซนที่นั่ง
เคาเตอร์ที่ติดกับครัว
รายการอาหาร
บรรยากาศภายในร้าน
รายการเครื่องดื่ม
กระทงทองแบบชาโคลมีหอยชักตีนจากกระบี่ใส่มาพร้อมกลับข้าวโพดของเชียงใหม่ และ blod lime คำนี้รสเปรี้ยวหวาน กรุบๆ ครีมมี่นิดหน่อย สดชื่นดีครับ ข้าวโพดหนึบ มีรสเค็มท้ายๆ
หอยชักตีนอีกจานครับ เสิร์ฟคู่กับโคจิพริกดองที่ทางร้านหมักเอง ด้านบนโรยด้วยพุทราจีน กูสเบอรี่ กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง รสเปรี้ยวนำขึ้นมาก่อน ตามด้วยเค็มและหวาน ผักด้านบนจะซอยละเอียด กรุบๆ หน่อย ส่วนหอยเนื้อแน่น สดดีไม่คาว
ปลาโอและปลาช่อนทะเลจากจังหวัดชุมพร ปลาโอนำไปดรายเอจก่อนสามวันแล้วเอาไปแช่โชยุ (สึเกะ) โดยตัวโชยุนี่หมักกับมะข่วงด้วยครับ เนื้อปลานุ่มเนียน มีความลื่นเล็กน้อย ซิตรัสบางๆ ชอบมากครับคำนี้ คือประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย
ทานเสร็จเปิดฝาถ้วยลงไปก็จะเจอกับปลาช่อนทะเลจากชุมพรเช่นกัน
ราดด้วยน้ำซอสมะเม่าและผงมะเขือเทศอบแห้ง เนื้อปลาแน่น กรึ่บๆ มีรสเปรี้ยวหน่อย หวานนิด ปลาสดดีครับ ไม่คาว มีรสขมบางๆ
ลำดับถัดมาเป็นอีกเมนูที่มีการเปลี่ยน จริงๆ แล้วต้องเป็นกุ้งลายเสือครับ ผมได้เป็นปลาช่อนทะเลแทน ใส่กับกัวคาโมเล่ซึ่งทำจากอโวคาโดที่ปลูกที่เชียงใหม่นี่เองครับ ด้านบนเป็นดอกข่าโคโช ที่เอาดอกข่ามาตำกับพริกใช้แทนวาซาบิ ส่วนตัวแครกเกอร์ทำจากโคจิข้าว กรอบดีครับ ส่วนกัวคาโมเล่เปรี้ยวเค็ม ได้รสเผ็ดจากดอกข่าบางๆ
มัฟฟิน 3 ทอปปิ้งครับ มีเกล็ดข้าวโพด สีขาวเป็นข้าวท้องถิ่นของชาวเขา ส่วนสีดำเป็นข้าวทับทิมจาก ปาย
เสิร์ฟพร้อมเนย ซึ่งจริงๆ จะเป็นเนยปูอ่อง แต่ของผมเป็นเนยธรรมดาครับ
ตัวมัฟฟินเนื้อนุ่มหลวม เคี้ยวแล้วหนึบๆ ขอบด้านบนจะกรุบๆ รสอ่อนๆ ครับ
บรรยากาศในตอนปรุงอาหารครับ
ไข่ทามาโกะยากิครับ ที่จริงไส้จะเป็นกุ้งฝอยของผมเปลี่ยนเปนปลาดุกนาแทน คลุกเคล้ากับแตงกวาดอง เนื้อปลาซุยๆ ผักกรุบ มีรสเปรี้ยวมาตัด ส่วนไข่เนื้อหลวม รสหวานนิดๆ
จานต่อมาเป็น signature ของร้านครับ ชื่อ The Nest เป็นไข่ออนเซ็น หมี่กรอบ และไก่ฉีกครับ โดยให้เราตอกไข่เอง
ชิ้นไก่นุ่มๆ มีรสเค็มบางๆ ไข่เหลวเข้ากับความกรอบของหมี่กรอบ ตรงไข่แดงข้นหวานครับ
จานเนื้อครับ เป็นเนื้อวัวไทยส่วนสันคอ ดรายเอจ 30 วัน ยางบนถ่านไม้ลำไย ด้านข้างเป็นเนื้อเค็มตุ๋นกะทิ มีก้านตูนสไลซ์เป็นแผ่นวางอยู่ด้านบนคู่กับหน่อไม้น้ำจากเชียงราย ชิ้นเนื้อหนึบๆ หอมกลิ่นควันครับ รสเนื้อเยอะดี ย่างมาสุกพอดีเลย
ส่วนเนื้อตุ๋น ออกซุยๆ รสเค็มหวานกะทิ มีกลิ่นเครื่องแกงนิดหน่อย น้ำราดก็ทำจากเนื้อเค็มครับรสหวานแบบ คาราเมไลซ์ผักด้านบนออกแนวหนึบๆ ครับ
อาหารคาวเมนูสุดท้ายเป็นโอชาสึเกะ ใช้ข้าวจากชาวเขา หุงกับน้ำมันไก่และสมุนไพร เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำสต๊อกไก่และมะนาวดอง จริงๆ เค้าเสิร์ฟมาเป็นห่อแล้วให้เราแกะเอง แต่ผมลืมถ่ายรูปครับ ถ่ายแต่ตอนแกะไปแล้วป
อาหารคาวเมนูสุดท้ายเป็นโอชาสึเกะ ใช้ข้าวจากชาวเขา หุงกับน้ำมันไก่และสมุนไพร เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำสต๊อกไก่และมะนาวดอง จริงๆ เค้าเสิร์ฟมาเป็นห่อแล้วให้เราแกะเอง แต่ผมลืมถ่ายรูปครับ ถ่ายแต่ตอนแกะไปแล้ว ข้าวเมล็ดใหญ่หนึบๆ อารมณ์แบบพวกข้าวซ้อมมือครับ ตัวซุปร้อนจี๋ รสเค็มกลมกล่อม เข้มข้นดี เปรี้ยวนิดๆ เมนูนี้ก็ชอบครับ
ของหวานจานแรกเป็นกรานิต้าที่ทำจากมะม่วงหาว มะนาวโห่ หมักกับน้ำตาลเพื่อตัดรสเปรี้ยวแล้วเอามาปั่นกับมะพร้าวครับ รสเปรี้ยวเค็ม เย็นสดชื่น เนื้อซุยๆ มีแบบเทกเจอร์ ล้างปากดีครับ
จานที่สองเป็นบานอฟฟี่ทำจากกล้วยไข่ปิ้ง ด้านล่างเป็นแผ่นแป้งโคจิ ส่วนชอคโกแลตจากจังหวัดน่าน ด้านบนโรยด้วยกลีบกุหลาบจากสวนด้านนอกของทางร้านนั่นเองครับ ชิ้นกล้วยดึ๋ง หนึบ รสคาราเมลๆ ชอคโกแลตหลวมๆ หวานกำลังดี
กล้วยอยู่ด้านล่าง
ปิดมื้อด้วยชาอู่หลงยอดน้ำค้าง รสฟรุตตี้ๆ
เสิร์ฟมาพร้อมกับก้อนหินที่ทานได้ ทำจากน้ำเสาวรสที่เคลือบด้วยเนยกับผงชาโคล ครับ ลูกเล่นคือจะเสิร์ฟมาพร้อมกับหินจริงๆ ฮ่าๆๆ
รสออกเนยๆ หวาน เปรี้ยว มันครับ

ร้าน Cuisine de Garden เปิดตั้งแต่ 2011 เสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส โดยเป็นอาหารผสมผสาน ใช้วัตถุดิบต่างๆ จากภายในประเทศ เช่น ปลาจากภาคใต้ ข้าวจากภาคเหนือ แบ่งเสิร์ฟเป็นหมวด Seafood Temptation และ Farm Land ปรุงและจัดเรียงมาในจานอย่างสวยงามสไตล์ร้านไฟน์ไดนิ่งครับ ในคอร์สสามารถเลือกไวน์แพริ่งได้ด้วย

โดยจะเริ่มจากฝั่งทะเลเสิร์ฟเป็นเรียกน้ำย่อยจานแรกก่อนครับ เป็นกระทงทองแบบชาโคลมีหอยชักตีนจากกระบี่ใส่มาพร้อมกลับข้าวโพดของเชียงใหม่ และ blod lime คำนี้รสเปรี้ยวหวาน กรุบๆ ครีมมี่นิดหน่อย สดชื่นดีครับ ข้าวโพดหนึบ มีรสเค็มท้ายๆ 

รายการต่อมาจริงๆ จะเป็นปลาหมึก แต่ผมแพ้ก็เลยได้เป็นหอยชักตีนอีกจานครับ เสิร์ฟคู่กับโคจิพริกดองที่ทางร้านหมักเอง ด้านบนโรยด้วยพุทราจีน กูสเบอรี่ กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง รสเปรี้ยวนำขึ้นมาก่อน ตามด้วยเค็มและหวาน ผักด้านบนจะซอยละเอียด กรุบๆ หน่อย ส่วนหอยเนื้อแน่น สดดีไม่คาว 

ตามมาด้วยเมนูปลา เป็นปลาโอและปลาช่อนทะเลจากจังหวัดชุมพร ปลาโอนำไปดรายเอจก่อนสามวันแล้วเอาไปแช่โชยุ (สึเกะ) โดยตัวโชยุนี่หมักกับมะข่วงด้วยครับ เนื้อปลานุ่มเนียน มีความลื่นเล็กน้อย ซิตรัสบางๆ ชอบมากครับคำนี้ คือประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย

ทานเสร็จเปิดฝาถ้วยลงไปก็จะเจอกับปลาช่อนทะเลจากชุมพรเช่นกัน ราดด้วยน้ำซอสมะเม่าและผงมะเขือเทศอบแห้ง เนื้อปลาแน่น กรึ่บๆ มีรสเปรี้ยวหน่อย หวานนิด ปลาสดดีครับ ไม่คาว มีรสขมบางๆ

ลำดับถัดมาเป็นอีกเมนูที่มีการเปลี่ยน จริงๆ แล้วต้องเป็นกุ้งลายเสือครับ ผมได้เป็นปลาช่อนทะเลแทน ใส่กับกัวคาโมเล่ซึ่งทำจากอโวคาโดที่ปลูกที่เชียงใหม่นี่เองครับ ด้านบนเป็นดอกข่าโคโช ที่เอาดอกข่ามาตำกับพริกใช้แทนวาซาบิ ส่วนตัวแครกเกอร์ทำจากโคจิข้าว กรอบดีครับ ส่วนกัวคาโมเล่เปรี้ยวเค็ม ได้รสเผ็ดจากดอกข่าบางๆ

จบหมวดทะเลไปก็เป็นหมวด Farm Land ครับ เริ่มด้วยมัฟฟิน 3 ทอปปิ้งครับ มีเกล็ดข้าวโพด สีขาวเป็นข้าวท้องถิ่นของชาวเขา ส่วนสีดำเป็นข้าวทับทิมจาก ปาย เสิร์ฟพร้อมเนย ซึ่งจริงๆ จะเป็นเนยปูอ่อง แต่ของผมเป็นเนยธรรมดาครับ ตัวมัฟฟินเนื้อนุ่มหลวม เคี้ยวแล้วหนึบๆ ขอบด้านบนจะกรุบๆ รสอ่อนๆ ครับ

ต่อด้วยไข่ทามาโกะยากิครับ ที่จริงไส้จะเป็นกุ้งฝอยของผมเปลี่ยนเปนปลาดุกนาแทน คลุกเคล้ากับแตงกวาดอง เนื้อปลาซุยๆ ผักกรุบ มีรสเปรี้ยวมาตัด ส่วนไข่เนื้อหลวม รสหวานนิดๆ

จานต่อมาเป็น signature  ของร้านครับ ชื่อ The Nest เป็นไข่ออนเซ็น  หมี่กรอบ และไก่ฉีกครับ ชิ้นไก่นุ่มๆ มีรสเค็มบางๆ ไข่เหลวเข้ากับความกรอบของหมี่กรอบ ตรงไข่แดงข้นหวานครับ

แล้วก็เป็นจานเนื้อครับ เป็นเนื้อวัวไทยส่วนสันคอ ดรายเอจ 30 วัน  ยางบนถ่านไม้ลำไย ด้านข้างเป็นเนื้อเค็มตุ๋นกะทิ มีก้านตูนสไลซ์เป็นแผ่นวางอยู่ด้านบนคู่กับหน่อไม้น้ำจากเชียงราย ชิ้นเนื้อหนึบๆ หอมกลิ่นควันครับ  รสเนื้อเยอะดี ย่างมาสุกพอดีเลย 

ส่วนเนื้อตุ๋น ออกซุยๆ รสเค็มหวานกะทิ มีกลิ่นเครื่องแกงนิดหน่อย น้ำราดก็ทำจากเนื้อเค็มครับรสหวานแบบ คาราเมไลซ์ผักด้านบนออกแนวหนึบๆ ครับ

อาหารคาวเมนูสุดท้ายเป็นโอชาสึเกะ ใช้ข้าวจากชาวเขา หุงกับน้ำมันไก่และสมุนไพร เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำสต๊อกไก่และมะนาวดอง จริงๆ เค้าเสิร์ฟมาเป็นห่อแล้วให้เราแกะเอง  แต่ผมลืมถ่ายรูปครับ  ถ่ายแต่ตอนแกะไปแล้ว ข้าวเมล็ดใหญ่หนึบๆ อารมณ์แบบพวกข้าวซ้อมมือครับ ตัวซุปร้อนจี๋ รสเค็มกลมกล่อม เข้มข้นดี เปรี้ยวนิดๆ เมนูนี้ก็ชอบครับ

ของหวานจานแรกเป็นกรานิต้าที่ทำจากมะม่วงหาว มะนาวโห่ หมักกับน้ำตาลเพื่อตัดรสเปรี้ยวแล้วเอามาปั่นกับมะพร้าวครับ รสเปรี้ยวเค็ม เย็นสดชื่น เนื้อซุยๆ มีแบบเทกเจอร์ ล้างปากดีครับ

จานที่สองเป็นบานอฟฟี่ทำจากกล้วยไข่ปิ้ง ด้านล่างเป็นแผ่นแป้งโคจิ ส่วนชอคโกแลตจากจังหวัดน่าน ด้านบนโรยด้วยกลีบกุหลาบจากสวนด้านนอกของทางร้านนั่นเองครับ ชิ้นกล้วยดึ๋ง หนึบ รสคาราเมลๆ ชอคโกแลตหลวมๆ หวานกำลังดี 

ปิดมื้อด้วยชาอู่หลงยอดน้ำค้าง รสฟรุตตี้ เสิร์ฟมาพร้อมกับก้อนหินที่ทานได้ ทำจากน้ำเสาวรสที่เคลือบด้วยเนยกับผงชาโคล ครับ ลูกเล่นคือจะเสิร์ฟมาพร้อมกับหินจริงๆ ฮ่าๆๆ รสออกเนยๆ หวาน เปรี้ยว มันครับ

ใช้เวลาในมื้อนี้ทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมงครับ เป็นมื้อที่ผมประทับใจมากที่สุดมื้อหนึ่ง อาหารอร่อย บรรยากาศดี พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใสมากครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย เสียดายวันที่ไปเชฟแนนไม่อยู่ พนักงานแจ้งว่าตกเครื่อง ถ้ามีโอกาสจะกลับไปทานอีกครับ ร้านนี้อยากให้ไปลองกันดูครับ

Cuisine de Garden หางดง เชียงใหม่
เบอร์ : +66817741479
เปิด : 18.00-21.30 ปิดวันจันทร์
เว็บไซต์
เพจ
foursquare

Similar Posts

  • |

    เตรียมตัว วางแผน ออกเดินทาง – budapest/paris ตอนที่ 1

    – blog นี้ ย้ายมาจาก blog เก่านะครับ – ทริปส่งท้ายปี 2555 มีโอกาสได้ไปไกลหน่อย คราวนี้ไปยุโรป 2 ประเทศ ก็คือ ฮังการี และ ฝรั่งเศส ตอนแรกที่จัดทริปนั้นวนไปวนมาหลายประเทศ ทั้ง สวิส เยอรมัน อิตาลี จนมาสรุปเหลือ 2 ประเทศนี้ เพราะ ได้ที่พักบรรยากาศดีออกแนวรีสอร์ทๆ ที่ฮังการี ทีนี้มันไม่มีเครื่องบินตรงไป บูดาเปสต์ ก็เลยตัดสินใจไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ฝรั่งเศส บินไปฮังการี แล้วค่อยกลับมาเที่ยวปารีสก่อนกลับไทย ช่วงเตรียมการ ที่พัก เราแบ่งเป็นสามท่อน คือ นอนที่ฝรั่งเศส 1 คืน นอนฮังการี 7 คืน กลับมานอนฝรั่งเศส 4 คืน ในฮังการี เป็นรีสอร์ทชานเมืองซึ่งแม่จองไว้ ส่วนในฝรั่งเศส คืนแรกนอนแถวสนามบิน อีก 4 คืนสุดท้ายนอนแถว มงมาร์ต โดยจองจาก…

  • |

    ไก่อบโอ่ง ร้านอร่อย – ศรีราชา ชลบุรี

    สำหรับร้านนี้ผมไปทานหลังจากออกมาจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว คืออยู่ห่างออกมาประมาณ 6 กิโลเมตรจากตัวสวนสัตว์ ถ้ามาจากเมืองศรีราชาก็จะประมาณ 18 เป็นทางผ่านไปสวนสัตว์อยู่แล้วครับ คือแวะก่อนหรือหลังไปก็ได้ หน้าร้านมีโอ่งมังกรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ 6 ใบ ตัวร้านเปิดโล่ง เป็นอาคารหลังคาสูง ขนาดร้านค่อนข้างใหญ่ จำนวนโต๊ะเยอะเลยครับ วันที่ไปเป็นวันธรรมดาช่วงบ่ายๆ ลูกค้าก็เยอะพอสมควร แต่จำนวนพนักงานก็เยอะไม่แพ้กัน รับออเดอร์เร็ว อาหารออกเร็ว ไม่ต้องรอนาน ที่ร้านนี้ก็จะมีไก่อบโอ่งเป็นเมนูดัง แล้วก็ยังมีอีกสารพัดเมนูไก่เช่น ไก่ต้มน้ำปลา ไก่คั่วเกลือ ไก่ทอดกระเทียม หนังไก่ทอดก็เป็นอีกเมนูแนะนำครับ ในเมนูเขียนว่าทานกับส้มตำเข้ากันมากๆ ส่วนเมนูอื่นๆ จะเป็นเมนูปลา และอาหารอีสานอื่นๆ

  • ซ้ง เป็ดพะโล้ วังหิน ข้าวต้มร้านดัง เปิดยันตี 4 – ลาดพร้าว

    ร้านที่จะเล่าถึงวันนี้เป็นอีกหนึ่งร้านดัง เป็นมิตรคู่ใจของเหล่าคนนอนดึกย่านลาดพร้าวและใกล้เคียง หรือแม้ว่าอยู่ไกลก็อาจจะเดินทางมาหาของอร่อยทานเพราะว่าเค้าปิดตีสี่เลยครับ ร้านนี้มีชื่อว่า ‘ซ้ง เป็ดพะโล้’ ตัวร้านขนาดใหญ่กว้างขวาง ไฟสว่างไสว โซนด้านหน้าเป็นห้องแอร์เย็นสบาย ส่วนโซนด้านล่างเป็น open air ยาวลึกเข้าไปด้านใน คนเยอะทั้งด้านในและด้านนอกครับ ส่วนตัวผมเองมาทุกครั้งก็ได้ที่นั่งห้องแอร์ทุกครั้ง แม้ว่าคนจะเยอะแต่ก็รอไม่นานครับ ที่นี่มีเมนูขึ้นชื่อตามร้านก็คือเป็ดพะโล้ มีครบทุกส่วนทั้งเนื้อ ปีก ไส้ คอ เลือด หรือจะอัพเกรดเป็นห่านพะโล้ก็มีครับ แต่ไม่ได้อร่อยแค่เป็ดพะโล้ เมนูอื่นๆ ของที่นี่ก็เด็ดไม่แพ้กัน เช่น ไข่ยู่ยี่ เป็นเมนูไข่ที่คล้ายๆไข่คนแบบฝรั่ง ไข่ขาวกับไข่แดงยังไม่ผสมกันดี รสกลมกล่อม หรืออีกจานโปรดของผมและชาวคณะก็คือไส้พะโล้ทอดกรอบ ไม่คาวไม่ขม ทอดมากรอบร้อน หอมเครื่องพะโล้นิดๆ

  • |

    Salicha คราฟท์เบียร์บาร์ตีนเขา เชียงใหม่

    -= ร้านนี้ปิดแล้วครับ =- มีภารกิจต้องขึ้นเชียงใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ไหนๆ มางานแล้วก็ต้องไปแวะชิมร้านคราฟท์เบียร์อย่างเช่นเคยซะหน่อย คราวนี้แวะไปร้านชื่อว่า Salicha Mini Cafe อยู่บนถนน หางดง-สะเมิงใกล้ๆ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ออกจากตัวเมืองมาประมาณ 13-14 กิโลเมตรครับ ร้านนี้เห็นรูปจากใน facebook ก็คิดว่าคงดูเล็กๆ กระทัดรัด ซึ่งพอมาถึงก็ไม่ผิดจากที่คิดในหัวเท่าไหร่ คือเป็นร้านจิ๋วๆ ริมถนน ด้านหลังเป็นป่าเป็นเขา หน้าร้านมีโต๊ะตั้ง 2-3 ตัว ตัวร้านตกแต่งด้วยสังกะสีให้อารมณ์เก่าๆ ลุยๆ เข้ามาด้านในมีอีกประมาณ 3-4 โต๊ะครับ ที่นี่มีเบียร์สดเสิร์ฟทั้งหมด 8 แทป เป็นคราฟท์ไทยและคราฟท์นอกผสมกัน มีเบียร์ขวดติดตู้อีกนิดหน่อย สำหรับอาหารมีบาร์บีคิวอยู่นอกร้าน เดินไปสั่งมาได้ หรือจะไปสั่งจากร้าน Hoppipolla ร้านดังที่อยู่ติดกันมาทานก็ได้ (แต่อาจจะไม่มีของ เพราะเค้าขายดี)

  • |

    The River Cafe อาหารอิตาเลียนร้านดังมิชลิน 1 ดาว กรุงลอนดอน – ประเทศอังกฤษ

    ร้านนี้เป็นอีกร้านที่อยากมาเพราะอ่านเจอในหลายๆ ลิสต์ครับ อย่าง monocle ก็เคยติดเป็นประจำทุกปี (2015 และ 2016 อันดับ 2 2017 หล่นไปอันดับ 4 ) การเดินทางมาค่อนข้างไกลนิดหน่อย ออกมาทางฝั่งตะวันตกของกรุงลอนดอน อยู่ติดกับแม่น้ำ Thames (แต่ไม่มีวิวแม่น้ำสวยงามนะครับ) The River Cafe เป็นร้านอาหารอิตาเลียนร้านเก่าแก่เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1987 เจ้าของชื่อ Ruth Rogers ซึ่งทีแรกที่นี่เริ่มจากแคนทีนซึ่งเธอทำให้กับออฟฟิศของสามีที่อยู่ติดกัน แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนแปลงจริงจังขึ้นจนได้มิชลินในปี 1997 ครับ ซึ่งตัวร้านนั้นก็ออกแบบโดย Richard Rogers สามีของเธอนั่นเอง ผมจองร้านไว้เป็นช่วงบ่ายโมงของวันจันทร์ครับตอนเช้าไปเดินเล่นที่ตลาด Borough Market แล้วก็ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานี Hammersmith จากสถานีก็เดินมาประมาณ 1 กิโลเมตรก็ถึงร้านครับ เข้าไปแจ้งชื่อ แล้วพนักงานก็พาเราไปนั่งโต๊ะครับ ตัวร้านดูสว่างสดใส โทนขาวๆ ตัวพรมสีน้ำเงินสว่าง ในร้านผมรู้สึกร้อนไปนิด เพราะมีเตาอบตัวใหญ่อยู่ด้านในครับ

  • Chez Leon กินหอยแมลงภู่อบที่ร้านดังของเมืองบรัสเซลส์ – ประเทศเบลเยี่ยม

    หลังจากจัดชุดใหญ่กันที่โรงเบียร์ Cantillon ชาวคณะก็เรียก uber แยกกัน 2 คันกลับมายังแถว Grand Place หรือจตุรัสใจกลางเมืองครับ ซึ่งตอนนี้ตัวงาน Beelgium Beer Weekend ได้ถูกเซ็ตอัพไว้พร้อมแล้ว แต่เรายังไม่ได้มางาน เพราะงานจะเปิดในตอนเย็น จุดหมายมื้อเที่ยงของเราวันนี้คือร้านอาหารดังประจำเมืองนั่นก็คือร้าน ‘Chez Leon’ Chez Leon เป็นร้านดังที่อยู่ในโซนแหล่งท่องเที่ยวของเมือง Brussels ซึ่งร้าน Delirium Cafe ที่เรามาเมื่อคืนก็อยู่เรียกว่าแทบจะติดกันเลย ห่างกันแค่สองสามตึกเท่านั้น ร้านนี้อายุเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 1893 อายุปัจจุบันก็ร่วม 125 ปีแล้วครับ ซึ่งก็ยังเป็นธุรกิจในครอบครัวอยู่ โดยเจ้าของคนปัจจุบันเป็นลูกหลานรุ่นที่ 5 ของ Léon Vanlancker ผู้ก่อตั้ง ตัวร้านมีที่นั่งเยอะพอสมควรครับ หลายร้อยที่ แต่ก็เป็นร้านที่น่องท่องเที่ยวและทัวร์มาลงเยอะ ดังนั้นถ้ามากันหลายคนน่าจะจองที่นั่งผ่านหน้าเว็บไซต์มาก่อน อย่างคณะของเราได้ขึ้นไปนั่งที่ชั้นสอง แป๊บเดียวจากที่โล่งๆ ก็มีคุณลุงคุณป้าฝรั่ง มาเป็นกรุปใหญ่ๆ นั่งจนเต็มทั้งหมดครับ


แสดงความคิดเห็น