เยี่ยมชมโรงเบียร์ Palm ที่มีประวัติกว่า 250 ปี – ประเทศเบลเยี่ยม

เดินทางกันมาถึงวันที่ 5 ของทริป Road to Belgium เช้านี้เราเดินทางออกจากตัวเมือง Brussels ขึ้นเหนือไปยังเมือง Steenhuffel ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากครับ ประมาณ 20 กว่ากิโลฯ เดินทางแป๊บเดียวครับ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงเป้าหมายแรกของเราวันนี้ นั่นคือโรงเบียร์ Palm ครับ

โรงเบียร์ Palm มีประวัติยาวนานเก่าแก่ โดยเริ่มต้นกิจการเบียร์ตั้งแต่ปี 1706 ในชื่อ Brouwerij De Hoorn ซึ่งมีเจ้าของคือ Andries Van Doorselaer และ Joanna Van Accoleyen

ผ่านไปเกือบ 100 ปี ในปี 1801 Jan Baptist De Mesmaecker ก็ซื้อกิจการจากลูกหลานของตระกูล Van Doorselaer พออีก 100 ปีต่อมา Henriette ลูกหลานของตระกูล De Mesmaecker แต่งงานกับ Arthur Van Roy ในปี 1908 ซึ่ง Arthur นี่นับว่าเป็นผู้ที่เริ่มกิจการต่างๆ ของ Palm ในยุคปัจจุบันครับ 

ซึ่งในปี 1928 Arthur ก็ตั้งชื่อเบียร์ PALM Speciale โดยมีที่มาจากมงกุฎใบปาล์มเพื่อสื่อถึงชัยชนะของเบียร์สไตล์ Speciale Belge ของทางโรงที่ชนะลาเกอร์ในท้องตลาด

ตัวโรงเองมาเปลี่ยนชื่อจาก De Hoorn มาเป็น Palm Brewery ในปี 1975 ตามเบียร์ตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโรงและผู้คนคุ้นเคยและรู้จักชื่อ Palm มากกว่า และเปลี่ยนอีกสองสามครั้ง จนปัจจุบันมีชื่อว่า Palm Belgian Craft Brewers ที่เปลี่ยนเมื่อปี 2014 ปัจจุบันตัว Palm เป็นส่วนหนึ่งของ Swinkels Family Brewers หรือ Bavaria จากฮอลแลนด์ที่เข้ามาถือหุ้นส่วนใหญ่ในปี 2016 ครับ


พอเรามาถึงทีมงานก็พาพวกเราไปยังส่วนของโรงต้มเก่าแก่ที่อยู่ด้านหน้าครับ เป็นไซส์ขนาดเล็ก ปัจจุบันยังใช้งานได้อยู่ ใช้เป็นที่ต้มลองสูตรต่างๆ บนกระดานเขียนว่า Arthur’s Legacy เพื่อระลึกถึง Arthur Van Roy  ผู้ก่อตั้ง จากนั้นเราก็ไปดูกันที่หม้อต้มปัจจุบันขนาดใหญ่ สวยงาม ต่อไปที่ห้องหมักและส่วนที่ใช้บ่ม ซึ่งเป็นห้องที่เอาถังเข้าไปฝั่งในกำแพงครับ มีประตูเปิดได้แต่ละถัง ผนังปูด้วยกระเบื้อง มีอารมณ์คล้ายโรงพยาบาลนิดๆ ฮ่าๆ

แล้วก็ออกมายังส่วนไลน์บรรจุครับ คือขนาดใหญ่มาก มีเครื่องจักรใหญ่ๆ มีเครื่องลอกฉลากจากขวดเก่าได้ด้วย ซึ่งทางโรงไม่ห้ามอะไรเลย อยากถ่ายรูปถ่ายวิดิโอเชิญเต็มที จนสุดไลน์ก็จะไปจบที่การแพคลงกล่องและลำเลียงขึ้นรถบรรทุก เป็นการจบกระบวนการ

ออกมาจากโรงงานไกด์ก็พาเรานั่งรถพ่วงไปที่ด้านหลังของโรงงาน มีปราสาทของเจ้าของเก่าและก็โรงม้าครับ ถ่ายรูปชมวิวกันเรียบร้อย ก็นั่งรถกลับมาที่ด้านหน้าตรงโซนห้องรับรองอีกที แล้วก็มีเสิร์ฟเบียร์ตัวต่างๆ ของทางโรงให้ได้ชิมกันครับ

มาถึงโรงสายๆ วันนี้ฟ้ามัวหน่อยครับ
มีป้ายเขียนต้อนรับ Captain Barrel อยู่
แผนผังโรง
ป้ายหน้าทางเข้า มีโลโก้ของ Swinkels
ด้านหน้าตึก
ผังขั้นตอนการผลิตเบียร์
ห้องต้ม

 

 

เดินมาที่ห้องด้านหน้าเป็นไซส์เล็ก
มีป้าย De Hoorn เพื่อระลึกถึงชื่อโรงดั้งเดิมครับ
รายชื่อเบียร์บนป้ายมีเขียน Arthur’s Legacy ตามชื่อของ Arthur Van Roy ผู้ก่อตั้ง
เบียร์ Arthur’s Legacy และ Cornet
กลับมาที่ห้องต้มอีกห้องไกด์เอาฮอปส์มาให้ชม
ส่วนถ้วยนี้เป็นโอคชิปส์ ใส่ในเบียร์ตอนหมักเพื่อให้ได้คาแรคเตอร์ของโอคเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างถังโอคที่ใช้ในการบ่ม
หม้อต้มตัวปัจจุบัน ขนาดใหญ่เลยครับ
ระบบ Filtering
ทางเข้าห้องเครื่องเทศ
เครื่องเทศต่างๆ ที่มีการนำมาใส่ในเบียร์
ตัวห้องบ่ม ที่เห็นเป็นช่องๆ ภายในมีถังโลหะฝั่งอยู่ด้านในครับ
โซนห้องหมัก

 

 

เก้าอี้ทำหน้าตาเป็นถังหมัก น่ารักเลย
ไลน์บรรจุ

 

โรงงานใหญ่มากครับ
ไลน์ลำเลียงขวด
เครื่องบรรจุ
อันนี้อลังการมาก เป็นเครื่องลอกฉลากจากขวด
แขนกลยก keg
ภายในโกดัง
สุดท้ายก็ขึ้นรถเพื่อเตรียมขนส่งครับ
จากนั้นเราก็นั่งรถพ่วงไปด้านหลังของโรงเพื่อเยี่ยมชมโรงเลี้ยงม้าครับ
ภายในโรงเลี้ยงม้า
ม้า
เสร็จก็นั่งรถกลับมายังห้องรับรองตอนแรกเพื่อจิบเบียร์กันครับ
คุณพี่ไกด์เป็นคนกดเสิร์ฟให้
หัวแทปเบียร์สด

 

ผมลองตัว Palm ครับ ค่อนข้างดราย ออกเบรดดี้ มีรสขมนิด เสิร์ฟมาเย็นชื่นใจ จิบแล้วสดชื่นซ่า
จากนั้นเราข้ามฝั่งมายังร้าน ‘t Brouwerhuis ฝั่งตรงข้ามเพื่อทานอาหารกลางวันครับ
บรรยากาศภายในร้าน
ออเดิร์ฟ
แก้วแรกเสิร์ฟ Palm ตัวปกติครับ
ขนมปัง
เสิร์ฟจานต่อมาเป็นกุ้ง ผมทานไม่ได้เช่นเคย
ได้ซุปมาแทนครับ ผักนุ่ม รสออกเค็ม มีเนื้อสัตว์เป็นหมูสามชั้นหั่นเล็กๆ
แก้วที่สองเป็น Cornet แอกอฮอล์สูง 8.5% เป็นสไตล์ Belgian Strong Golden Ale ฟองหนา รสหวาน ขมนิดหน่อย มีรสโอคบางๆ มดหน่อยๆ
มีมันฝรั่งขอบหนึบๆให้ทานกับจานหลัก
จานหลักเป็นเนื้อครับ นุ่มเปื่อย รสอ่อนๆ เสิร์ฟมาคู่มะเขือเทศอบ มัสตาร์ด ชีส
ของหวานเป็น บราวนี่เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศครีมวานิลลา นุ่มหวานกำลังดี
เบียร์ตัวสุดท้ายเป็น Witbier ครับ ดรายเลยตัวนี้ ผักชีชัด ตัดเลี่ยนดี

 

ปิดมื้อด้วยกาแฟร้อน

จิบเบียร์กันจนเรียบร้อย เราก็ข้ามถนนหน้าโรงมาที่ร้านอาหาร ‘t Brouwershuis ที่อยู่วฝั่งตรงข้ามทางเข้าโรง เพื่อทานอาหารกลางวันที่ทางโรงจัดไว้ต้อนรับเราครับ แน่นอนก็มีเบียร์ของทาง Palm ให้ได้ลองชิมทุกตัว เสิร์ฟกับอาหารคอร์ส 3 เมนูบวกขนมหวาน แต่อาหารออกช้ามาก ทานไปจนจะหลับเลยครับมื้อนี้

จบมื้อเสร็จเราก็ออกเดินทางไปยังอีกหนึ่งโรงที่อยู่ลงไปทางใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร ใบ้ว่าจะเป็นโรงเบียร์เปรี้ยว แต่จะเป็นโรงอะไรติดตามตามตอนต่อไปนะครับ 😀

Similar Posts

  • Cantillon ทัวร์และชิมโรงเบียร์เปรี้ยว Lambic ชื่อดังของโรงที่เมืองบรัสเซลส์ – ประเทศเบลเยี่ยม

    วันที่ 6 ของทริป Road to Belgium กับชาวคณะ Captain Barrel นั้นช่วงเช้าปล่อยตามสบายครับ ใครอยากไปไหนก็ได้ แต่ให้มาเจอกันที่ร้านอาหารตอนเที่ยง สำหรับคนที่ยังไม่หนำใจกับการจิบเบียร์ ก็ได้นัดรวมตัวตั้งแต่เช้าไปยังโรง Lambic ชื่อดังของโลกที่มีชื่อว่า ‘Cantillon’ Cantillon (กองติญง) เป็นโรงเบียร์ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1900 โดย Paul Cantillon และ Marie Troch ภรรยา ในช่วงแรกนั้นทางโรงยังไม่ได้ต้มเบียร์เอง แต่ใช้วิธีซื้อเบียร์ Lambic จากโรงอื่นๆ มาเบลนด์ (ปัจจุบันก็ยังมีโรงที่ซื้อเบียร์มาเบลนด์แบบนี้ทั้งในยุโรปและอเมริกา) ผ่านไป 38 ปีจึงได้มีการต้มเองโดยลูกชาย 2 คนของ Paul ชื่อ Robert และ Marcel ซึ่งดันโดนเรียกไปเป็นทหารในช่วงสงครามอีก กว่าโรงจะกลับมาผลิตอย่างจริงจังก็ราวปี 1950 พอ 1960 เบียร์ lambic ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม Robert ก็ขายหุ้นให้น้องชาย Marcel…

  • Somewhere Only We Know คราฟท์เบียร์บาร์แกล้มเมนูอาหารอีสาน – เชียงใหม่

    เมื่อช่วงสิ้นเดือนมีนาคมทึ่ผ่านมาผมมีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่อีกครั้งครับ ทริปนี้ยังได้ไปแวะร้านคราฟท์เบียร์ร้านใหม่ที่เพิ่งเปิด ชื่อร้านเท่ๆ ว่า ‘Somewhere Only We Know’ Somewhere only we know เป็นร้านสาขาอีกแห่งของ Where do we go จากลาดพร้าว วังหินนั่นเองครับ ตัวร้านอยู่ในโครงการ DK Park บนถนนมหิดล ห่างจากสนามบินมาประมาณซัก 2.5 กิโลเมตรเท่านั้น ขนาดร้านไซส์กำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ครับ ผนังเป็นโทนปูนเปลือยเรียบๆ โต๊ะไม้ขนาดใหญ่เรียงรายอยู่ซัก 6-7 ตัว ฝั่งขวามือของร้านเป็นบริเวณบาร์มีแทปเบียร์สดอยู่ตรงกลางสวยงามครับ ที่นี่มีทั้งหมด 6 แทป และก็มีตู้เบียร์ขวดกับกระป๋องอีกหนึ่งตู้

  • Ale Smith จิบเบียร์สดๆ ภายในโรงเบียร์ชานเมือง San Diego

    เช้าวันที่สองของทริปแคลิฟอร์เนีย ช่วงสายๆ ผมและชาวคณะเดินทางออกนอกเมืองขึ้นไปทางทิศเหนือพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทาง (เราจะออกไปนอนนอกเมืองกัน 2 คืนครับ เป้าหมายของเราอยู่ห่างออกไปประมาณ 24 กิโลเมตร นั่งรถก็ราว 20 กว่านาที เราไปกันด้วย Uber ไม่นานก็มาถึงโรงเบียร์แรกของวันนี้ เป็นยี่ห้อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย ที่นี่คือ ‘Ale Smith’ ครับ Ale Smith ก่อตั้งในปี 1995 เรียกว่าเก่าแก่พอสมควร สำหรับโรงที่เรามากันวันนี้ เป็นโรงที่สองของแบรนด์ เปิดใช้งานเมื่อปี 2015 โดยโรงดั้งเดิมนั้นอยู่ห่างไปเพียง 1.3 (ปัจจุบันกลายเป็น Mikkeller San Diego)

  • Made in Pongdang คราฟท์เบียร์บาร์ย่าน Noksapyeong – โซล เกาหลี

    ร้านที่สองของวันนี้ชื่อ Made in Pongdang ครับ ตอนแรกตั้งใจจะแวะร้านนี้ก่อน ปรากฎว่าเค้ายังไม่เปิด ก็เลยเดินไปซื้อเบียร์ขวดที่ร้าน Woori Super แล้วก็แวะร้าน Craftworks เสร็จแล้วถึงได้วนกลับมาที่นี่ Made in Pongdang อยู่ชั้นสองของตึกหัวมุม แต่ทางเข้าจะอยู่ฝั่งข้างๆ เป็นบันไดเดินขึ้นไปชั้นสองครับ เปิดประตูเข้าไปเป็นร้านขนาดกลางๆ ตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก มีขวดเบียร์ตกแต่งทั่วร้าน พนักงานต้อนรับมีอยู่หนึ่งคนเป็นผู้หญิง ผมเข้ามาเป้นลูกค้าโต๊ะแรกของวันนี้เลย สักพักถึงได้มีลูกค้าอีกโต๊ะตามมา ในร้านเปิดเพลง pop เกาหลีฟังเพลินๆ ที่นี่เสิร์ฟคราฟท์เบียร์ที่เป็นแบรนด์ของทางร้านเอง มีให้เลือกอยู่ 6-7 ตัว แต่ละตัวมีโปสเตอร์วาดสวยงามแปะอยู่บนผนังของร้านครับ แล้วก็มีเบียร์ขวดขายแต่ไม่เยอะมาก สำหรับอาหารเป็นพวก platter แล้วก็ของทอดกับพวกสแนคทานเล่น ไม่มีอาหารจริงจังขาย

  • Okinawa Brewing Company คราฟท์เบียร์บาร์ใน American Village – Okinawa

    ร้านคราฟท์ร้านสุดท้ายของทริปนี้อยู่ในบริเวณ American Village แต่ห่างจากร้าน Chatan Harbor Brewery มาพอสมควรราว 1 กิโลได้ครับ ด้านหน้าร้านมีคลองเล็กๆ โซนนี้มีพวกบาร์อยู่หลายร้านเหมือนกันครับ โดยร้านที่เรามามีชื่อว่า Okinawa Brewing Company แต่ไม่ได้ต้มที่นี่นะครับมีแต่แทปเบียร์เฉยๆ โดย 1-4 เป็นเบียร์ของทางร้าน ส่วนที่เหลือเป็นเบียร์นอกเป็นหลักครับ เน้นเป็นพวกคราฟท์เบียร์จากอเมริกา บรรยากาศในร้านวันที่นี่เสียงดังพอสมควร คือมีทหารเรืออเมริกันมาคุยเสียงดังอยู่ในร้านกัน เอาจริงๆ คือทั้งร้านนี้มีแต่ฝรั่งตั้งแต่ลูกค้ายันพนักงาน ไม่มีคนญี่ปุ่นเลยครับ ตัวเบียร์และอาหารต้องไปสั่งและจ่ายเงินที่บาร์ เสร็จก็เอาป้ายกลับมาแล้วพนักงานก็จะยกมาให้ที่โต๊ะ

  • |

    Tacochela by Mikkeller คราฟท์เบียร์แกล้มอาหารเม็กซิกัน – อารีย์สัมพันธ์ซอย 1

    – = ปัจจุบันร้านเปลี่ยนเป็น Mikkeller Ari ครับ =- วันก่อนมีโอกาสแวะไปร้านเปิดใหม่ย่านอารีย์อีกหนึ่งร้านครับ ชื่อร้านว่า Tacochela อยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 1 ซึ่งร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาขาของร้าน Mikkeller Bangkok ที่เอกมัย ส่วนที่มาของชื่อร้านก็ตรงตัวง่ายๆ คือ Taco-ทาโก้ อาหารเม็กซิกัน Chela-เบียร์ นั่นเองครับ ตัวร้านเป็นบ้านเก่ามารีโนเวทแบบที่เดียวกับที่เอกมัย มีสีขาวเป็นสีหลัก และก็ตกแต่งส่วนต่างๆ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เป็นสีสันที่สดใสหลากหลายกว่า ให้เข้ากับอาหารที่เสิร์ฟที่นี่ซึ่งเป็นอาหารเม็กซิกันครับ โดยจะเน้นที่ Taco ซึ่งมีไส้ให้เลือกชิมหลายชนิด แล้วก็มีเมนูของทานเล่นอื่นๆ เสิร์ฟด้วย ส่วนเบียร์สดที่นี่มีทั้งหมด 20 แทปครับ วันที่ผมไปนั้นเป็นเบียร์จาก New York 10 กว่าแทป ที่เหลือเป็นเบียร์ตัวปกติของ Mikkeller


แสดงความคิดเห็น