Sushiya Ichiyanagi ซูชิโอมากาเสะมื้อกลางวันย่าน Ginza โตเกียว

วันสุดท้ายในทริปโตเกียวเมื่อปีก่อน หลังจากที่เพื่อนๆ บินกลับกันตอนเช้ามืด ผมกลับช่วงค่ำๆ เป็นร้านซูชิแบบ Omakase อีกร้านครับ ผมจองไว้ตอนกลางวัน อยู่ที่ย่าน Ginza เช่นเคยครับ

ร้านนี้มีชื่อว่า Sushiya Ichiyanagi อยู่ห่างจากสถานีรถใต้ดิน Ginza-itchome ไม่ถึง 100 เมตรดีครับ อยู่ในตึกหัวมุม ขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก

เชฟและเจ้าของร้านมีชื่อว่า Kazuya Ichiyanagi เชฟผู้มากประสบการณ์จากที่เริ่มทำงานร้านซูชิตั้งแต่อายุ 19 ผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้จาก 3 ร้านซูชิ ตลอดเวลา 13 ปีจนได้มาเปิดร้านขอองตนเองครับ

ด้านหน้าร้าน
มื้อนี้ดื่มสาเกครับ
เมนูเรียกน้ำย่อยครับ เป็นลูกปลาไหลทะเล
ตัวใสๆ ลื่นๆ เนื้อกรุบเย็น ใส่มาในพอนสึรสเปรี้ยว และต้นหอมซอยๆ สดชื่นดีครับ
ปลาไท เสิร์ฟมาสองชิ้น ชิ้นแรกให้ทานกับเกลือ เนื้อแน่นเฟิร์ม มีรสหวานอ่อนจากที่เกลือช่วยขับรส ส่วนชิ้นที่สองจิ้มทานกับโชยุ ตัวโชยุจะเค็มอ่อนหน่อย อร่อยทั้งสองแบบครับ
หอยโฮทาเทะหรือหอยเชลล์ ชิ้นใหญ่หั่นมาชิ้นบางๆ ประมาณซัก 5 มิลลิเมตรย่างมาพอร้อนๆ เนื้อแน่นกรุบ ห่อด้วยสาหร่ายรสอ่อนๆ เคี้ยวหนึบๆ หน่อยครับคำนี้
ปลาคัตสึโอะครับ นำไปซึเคะหรือหมักซอสมาก รสหวานนิดหน่อย ผสมกับรสเค็มอ่อนๆ ชิ้นปลาหั่นหนาหน่อย เข้าปากแล้วนุ่ม แต่ไม่ละลาย พอให้เคี้ยวได้ มีรสเปรี้ยวเผ็ดตามมา จานนนี้ชอบครับ
ชิราโคะถูกเสิร์ฟเป็นเมนูถัดมาครับ มาอุ่นๆ ครีมมี่ดี น้ำราดน่าจะเป็นพอนสึ รสเปรี้ยวสดชื่น อร่อยดีครับ
ปลาบุริครับ หั่นมาชิ้นใหญ่พอสมควร แต่ไม่หนาครับ ตรงขอบมีความกรึ่บนิดๆ ส่วนตรงเนื้อนุ่มเย็น ให้ความรู้ครีมๆ จิ้มทานกับซอส ชอบครับ
หอย Hokkigai หรือหอยปีกนกนั่นเอง เค้าเอาไปกริลล์มานิด ให้กลิ่นควันบางๆ ผิวสัมผัสดึ๋งๆ กรุบๆ รสหวานหน่อย สดดีไม่คาวเลยครับ
อังกิโมะ หรือตับปลาอังโก ของโปรดของผม ตามมาอีกจานครับ มีสองชิ้น เนื้อเนียน รสหวานเค็ม ทากับวาซาบิเข้ากันดีมาก แต่คำท้ายๆ รู้สึกหวานซอสไปนิดหน่อย
หอยอีกชนิดเป็นหอยเป๋าฮื้อ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Awabi หั่นมาชิ้นเล็กหน่อย แต่หนาครับ ตุ๋นมาเปื่อยๆ เนื้อดึ๋ง รสไมลด์ๆ ไม่คาว ให้ความรู้สึกหนึบๆ เหมือนทานหน่อไม้ทะเล หรือเห็ดอะไรอย่างนี้
ชิ้นสุดท้ายก่อนจะเริ่มเข้าคอร์สซูชิเป็นปลา Tachiuo ย่าง บ้านเราเรียกปลาดาบเงินครับ มาร้อนๆ หนังกรอบ รสเค็มกำลังดี เนื้อสดเป็นลิ่มๆ ทานคู่กับหัวไชเท้าขูด ทานๆ ไปอยากได้ข้าวร้อนๆ มาแกล้มด้วยเลยครับ
แล้วก็เข้าสู่ซูชิคำแรกครับเป็นปลา Hirame หรือปลาตาเดียว เนื้อแน่นเฟิร์ม เคี้ยวแล้วหนึบๆ หน่อย ข้าวมีรสเปรี้ยวบางๆ อุ่นๆ เผ็ดรสวาซาบิตอนท้ายนิด คำนี้ชอบครับ
คำที่สองเป็นปลา Shimaaji มาเย็นๆ เนื้อนุ่ม สดดี รสหวาน เข้ากันดีกับความหนึบของข้าวมาก
ต่อด้วยปลา Isaki ครับ เนื้อปลาแน่นกรึ่บๆ มาเย็นๆ รสออกเค็ม ไม่้แน่ใจว่ามาจากปลาหรือเค้มปรุงรสมาเพิ่ม อร่อยดีครับ
คำที่สี่เป็นปลาคินเมได มาเย็นเช่นกันครับ เนื้อเป็นลิ่มๆ เคี้ยวแล้วได้ความกรึ่บ สดใหม่ เนื้อรสหวาน เข้ากันกับข้าวอุ่นๆ ครับ
แล้วก็เข้าช่วงปลาทูน่า เริ่มจากส่วนอากามิหรือเนื้อแดง รสวาซาบินำขึ้นมาก่อน เนื้อนุ่ม ลื่นมัน เย็นหน่อย มีรสเปรี้ยวและเผ็ดนิด ชอบครับ
ต่อด้วยส่วนที่มันขึ้นมาหน่อยเป็น ชูโทโร่ ครับ มันๆ เข้าปากแล้วเหลวๆ ลื่น หวาน
สุดท้ายเป็นส่วน โอโทโร่ครับ เข้าปากแล้วละลายเลย รสเปรี้ยวเผ็ด มีตรงเอ็นกรึ่บๆ หน่อย เนื้อปลาเย็นเช่นกัน สรุปว่าชอบทั้งสามส่วนครับ
คำที่ 8 เป็นปลาโคฮาดะ ไม้เบื่อไม้เมาของผม แต่ร้านนี้อร่อยดีครับ เนื้อแน่น ส่วนของหนังกรึ่บๆ รสเปรี้ยว ทานแล้วสดชื่นดี สรุปว่าร้านที่ทำอร่อยโคฮาดะก็อร่อยได้ครับ ฮ่าๆ
คำต่อมาเป็นปลาอาจิ บั้งตรงกลาง ซอยใบโอบะใส่มาครับ ชิ้นหนาหน่อย เนื้อเย็น นุ่ม มีรสเค็มบางๆ ชอบครับ
คั่นกลางด้วยโรลไข่หอยเม่นหรือ Uni ครับ ครีมมี่ดีมาก รสหวาน เย็น ตัดกับความอุ่นของข้าวดีมาก สาหร่ายกรอบหน่อย ทำดีเลยครับ
คำที่ 11 เป็นหอยครับ ร้านาเสิร์ฟเป็นหอย Mirugai หรือหอยงวงช้างครับ สไลซ์มากลางๆ ไม่บางมาก เคี้ยวแล้วกรุบๆ เนื้อเย็น คาวรสทะเลๆ เยอะหน่อย ไม่ค่อยโดนครับ
ซูชิคำสุดท้ายเป็น อานาโกะหรือปลาไหลทะเล เนื้ออุ่น หอมควันบางๆ รสหวาน เนื้อเปื่อยละลายครับ
ซุปมิโสะรสหวาน ขมนิด กลมกล่อม คล่องคอดี
เชฟทำมากิ
สุดท้ายมีมากิทูน่าอีกหนึ่งม้วน หั่นเป็นคำเล็กๆ สามคำครับ มันดี มีความกรึ่บๆ จากตรงส่วนเอ็น

ที่ร้าน Ichiyanagi วัตถุดิบจะมาจากทั่วประเทศ ทั้งข้าว ปลา หอย ปู กุ้ง วาซาบิ โชยุและวัตถุดิบอื่นๆ โดยตัวเชฟ Ichiyanagi จะไปดูที่ตลาดปลาด้วยตนเองทุกๆ วัน สไตล์ของที่ร้านจะเน้นความสดของวัตถุดิบเป็นหลัก ไม่ค่อยมีการบ่ม หรือเอจวัตถุดิบเท่าไหร่ครับ

หลังจากนั่งไม่นานเมนูเรียกน้ำย่อยก็มาเสิร์ฟครับ เป็นลูกปลาไหลทะเล ตัวใสๆ ลื่นๆ เนื้อกรุบเย็น ใส่มาในพอนสึรสเปรี้ยว และต้นหอมซอยๆ สดชื่นดีครับ

เริ่มช่วงแรกของคอร์สจะเป็นปลาดิบชนิดต่างๆ ก่อน แล้วถึงจะเป็นซูชิครับ ปลาชนิดแรกที่ทานเป็นซาชิมิคือ ปลาไท เสิร์ฟมาสองชิ้น ชิ้นแรกให้ทานกับเกลือ เนื้อแน่นเฟิร์ม มีรสหวานอ่อนจากที่เกลือช่วยขับรส ส่วนชิ้นที่สองจิ้มทานกับโชยุ ตัวโชยุจะเค็มอ่อนหน่อย อร่อยทั้งสองแบบครับ

ต่อมาเป็นหอยโฮทาเทะหรือหอยเชลล์ ชิ้นใหญ่หั่นมาชิ้นบางๆ ประมาณซัก 5 มิลลิเมตรย่างมาพอร้อนๆ เนื้อแน่นกรุบ ห่อด้วยสาหร่ายรสอ่อนๆ เคี้ยวหนึบๆ หน่อยครับคำนี้

จานที่ 3 เป็นปลาคัตสึโอะครับ นำไปซึเคะหรือหมักซอสมาก รสหวานนิดหน่อย ผสมกับรสเค็มอ่อนๆ ชิ้นปลาหั่นหนาหน่อย เข้าปากแล้วนุ่ม แต่ไม่ละลาย พอให้เคี้ยวได้ มีรสเปรี้ยวเผ็ดตามมา จานนนี้ชอบครับ

ชิราโคะถูกเสิร์ฟเป็นเมนูถัดมาครับ มาอุ่นๆ ครีมมี่ดี น้ำราดน่าจะเป็นพอนสึ รสเปรี้ยวสดชื่น อร่อยดีครับ

ต่อด้วยปลาอีกชนิด คราวนี้เป็นปลาบุริครับ หั่นมาชิ้นใหญ่พอสมควร แต่ไม่หนาครับ ตรงขอบมีความกรึ่บนิดๆ ส่วนตรงเนื้อนุ่มเย็น ให้ความรู้ครีมๆ จิ้มทานกับซอส ชอบครับ

สลับด้วยหอยหนึ่งเมนู เป็นหอย Hokkigai หรือหอยปีกนกนั่นเอง เค้าเอาไปกริลล์มานิด ให้กลิ่นควันบางๆ ผิวสัมผัสดึ๋งๆ กรุบๆ รสหวานหน่อย สดดีไม่คาวเลยครับ

อังกิโมะ หรือตับปลาอังโก ของโปรดของผม ตามมาอีกจานครับ มีสองชิ้น เนื้อเนียน รสหวานเค็ม ทากับวาซาบิเข้ากันดีมาก แต่คำท้ายๆ รู้สึกหวานซอสไปนิดหน่อย

หอยอีกชนิดเป็นหอยเป๋าฮื้อ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Awabi หั่นมาชิ้นเล็กหน่อย แต่หนาครับ ตุ๋นมาเปื่อยๆ เนื้อดึ๋ง รสไมลด์ๆ ไม่คาว ให้ความรู้สึกหนึบๆ เหมือนทานหน่อไม้ทะเล หรือเห็ดอะไรอย่างนี้

ชิ้นสุดท้ายก่อนจะเริ่มเข้าคอร์สซูชิเป็นปลา Tachiuo ย่าง บ้านเราเรียกปลาดาบเงินครับ มาร้อนๆ หนังกรอบ รสเค็มกำลังดี เนื้อสดเป็นลิ่มๆ ทานคู่กับหัวไชเท้าขูด ทานๆ ไปอยากได้ข้าวร้อนๆ มาแกล้มด้วยเลยครับ

แล้วก็เข้าสู้ซูชิคำแรกครับเป็นปลา Hirame หรือปลาตาเดียว เนื้อแน่นเฟิร์ม เคี้ยวแล้วหนึบๆ หน่อย ข้าวมีรสเปรี้ยวบางๆ อุ่นๆ เผ็ดรสวาซาบิตอนท้ายนิด คำนี้ชอบครับ

คำที่สองเป็นปลา Shimaaji มาเย็นๆ เนื้อนุ่ม สดดี รสหวาน เข้ากันดีกับความหนึบของข้าวมาก  

ต่อด้วยปลา Isaki ครับ เนื้อปลาแน่นกรึ่บๆ มาเย็นๆ รสออกเค็ม ไม่้แน่ใจว่ามาจากปลาหรือเค้มปรุงรสมาเพิ่ม อร่อยดีครับ

คำที่สี่เป็นปลาคินเมได มาเย็นเช่นกันครับ เนื้อเป็นลิ่มๆ เคี้ยวแล้วได้ความกรึ่บ สดใหม่ เนื้อรสหวาน เข้ากันกับข้าวอุ่นๆ ครับ 

แล้วก็เข้าช่วงปลาทูน่า เริ่มจากส่วนอากามิหรือเนื้อแดง รสวาซาบินำขึ้นมาก่อน เนื้อนุ่ม ลื่นมัน เย็นหน่อย มีรสเปรี้ยวและเผ็ดนิด ชอบครับ

ต่อด้วยส่วนที่มันขึ้นมาหน่อยเป็น ชูโทโร่ ครับ มันๆ เข้าปากแล้วเหลวๆ ลื่น หวาน

สุดท้ายเป็นส่วน โอโทโร่ครับ เข้าปากแล้วละลายเลย รสเปรี้ยวเผ็ด มีตรงเอ็นกรึ่บๆ หน่อย เนื้อปลาเย็นเช่นกัน สรุปว่าชอบทั้งสามส่วนครับ

คำที่ 8 เป็นปลาโคฮาดะ ไม้เบื่อไม้เมาของผม แต่ร้านนี้อร่อยดีครับ เนื้อแน่น ส่วนของหนังกรึ่บๆ รสเปรี้ยว ทานแล้วสดชื่นดี สรุปว่าร้านที่ทำอร่อยโคฮาดะก็อร่อยได้ครับ ฮ่าๆ

คำต่อมาเป็นปลาอาจิ บั้งตรงกลาง ซอยใบโอบะใส่มาครับ ชิ้นหนาหน่อย เนื้อเย็น นุ่ม มีรสเค็มบางๆ ชอบครับ

คั่นกลางด้วยโรลไข่หอยเม่นหรือ Uni ครับ ครีมมี่ดีมาก รสหวาน เย็น ตัดกับความอุ่นของข้าวดีมาก สาหร่ายกรอบหน่อย ทำดีเลยครับ

คำที่ 11 เป็นหอยครับ ร้านาเสิร์ฟเป็นหอย Mirugai หรือหอยงวงช้างครับ สไลซ์มากลางๆ ไม่บางมาก เคี้ยวแล้วกรุบๆ เนื้อเย็น คาวรสทะเลๆ เยอะหน่อย ไม่ค่อยโดนครับ

ซูชิคำสุดท้ายเป็น  อานาโกะหรือปลาไหลทะเล เนื้ออุ่น หอมควันบางๆ รสหวาน เนื้อเปื่อยละลายครับ

สุดท้ายมีมากิทูน่าอีกหนึ่งม้วน หั่นเป็นคำเล็กๆ สามคำครับ มันดี มีความกรึ่บๆ จากตรงส่วนเอ็น

โดยรวมก็อร่อยดีครับ วัตถุดิบดี ข้าวดี แต่ส่วนตัวรู้สึกเหมือนเชฟเร่งๆ ยังไงไม่รู้ คืออาจจะมีคิวจองต่อรึเปล่า เพราะที่เห็นนี่ใช้เวลาทานชั่วโมงเดียวครับ จริงๆ น่าจะ 1.30-2.00 ชั่วโมงเลย แต่ถ้าอยากลอง  ก็จองผ่านเว็บ tableall ดูได้ครับ

Sushi Ichiyanagi สถานี Ginza-itchome
เบอร์ : +81335627890
เปิด : 11.30-14.00, 17.00-22.00
เว็บไซต์
foursquare

Similar Posts

  • |

    Midori ซูชิร้านอร่อยที่ Shibuya – Japan 2014 ตอนที่ 9.3

    ทริปญี่ปุ่นคราวนี้นั้นมีโอกาสไปร้านซูชิแค่ 2 ร้าน อยากไปหลายร้านก็ติดนู่นติดนี่ ร้านแรกคือ Uoshin ซูชิหน้าล้น ที่โอซาก้าเป็นการไปซ้ำเมื่ซัก 3-4 ปีก่อน ส่วนร้านที่จะเขียนถึงวันนี้เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นร้านดังร้านหนึ่งของโตเกียว โดยเฉพาะในหมู่คนไทย ร้านนี้จะได้รับการแนะนำและพูดถึงอยู่เป็นประจำครับ ร้านนี้ชื่อ Midori อยู่บริเวณสถานี Shibuya ทำให้การเดินทางมาค่อนข้างสะดวกพอสมควร ร้าน Midori นี่ถือว่าเป็นร้านที่ค่อนข้างคุ้มค่าในการรอคอย คืออาจจะอร่อยสู้ร้านดังๆที่ตลาดปลา tsukiji อย่างซูชิได อะไรงี้ไม่ได้ (ไม่เคยไปเหมือนกันได้ยินเค้าว่ามา ^^”) แต่ก็ได้เปรียบตรงไม่ต้องตื่นเช้าไปเข้าคิวนาน 1-2 ชั่วโมง วันที่เราไปนั้นเป็นวันเสาร์ช่วงหัวค่ำ ประมาณ ทุ่มสิบห้าทุ่มครึ่ง รออยู่ประมาณ 45 นาที ก็ได้เข้าร้านครับ เป็นไปได้ก็ติดหนังสือ หรืออะไรไปอ่าน เอาเกมไปกดรอก็ได้ครับ โดยคิวนี่ท้ายๆจะต้องยืนต่อกัน แต่พอใกล้ๆทางเข้าร้านก็จะพอมีเก้าอี้ให้นั่ง ซัก 6-7 ที่รอหน้าร้าน

  • |

    ตองตึง ร้านอาหารเหนือ เชียงราย

    ข้าวเย็นมื้อแรกในเชียงรายก็ต้องเป็นอาหารเหนือแน่นอนครับ เปิดหาดูตามเว็บก็เจอ 2-3 ร้านที่ไปลอง สุดท้ายตัดสินใจเลือก ‘ตองตึง’ เพราะไม่ไกลที่พักครับ ตอนแรกจะไปด้วยแทกซี่ แต่เรียกแล้วไม่มีใครไป ก็เดินเอาซะเลย ประมาณเกือบ 2 กิโลจากโรงแรม แต่อากาศเย็น เดินเรื่อยๆก็ถึงครับ ตัวร้านอยู่บนถนนสนามบิน ใกล้ๆกันเป็นถนนชื่อสถานพยาบาล ชื่อถนนน่ารักมากครับเชียงราย หน้าร้านมีป้ายขนาดใหญ่อยู่ เห็นชัดเจน เข้ามาในร้านฝั่งซ้ายเป็นห้องจัดเลี้ยงติดแอร์ ฝั่งที่ผมไปนั่งเป็นฝั่งไม่มีแอร์ เปิดโล่ง มีเวทีการแสดง พวกรำ อะไรอย่างงี้ครับ เมนูอาหารเยอะเหมือนกัน มีเป็นปลาเยอะ เพราะเชียงรายติดแม่น้ำโขงด้วย ไม่รู้เกี่ยวรึเปล่า รสชาติหลายๆ จานค่อนข้างเผ็ดครับ คืออร่อย แต่เผ็ด ทานไปซี๊ดไป มีเมนูแกงส้มตูน ที่ชื่อแปลกหูสำหรับผม มันคือแกงส้มก้านคูนครับ เลือกชนิดปลาใส่ได้ ผมเลือกเป็นปลาคังของโปรดครับ

  • | |

    ชมโรงงานเบียร์ Kirin และทานข้าวที่ Spring Valley Brewery, Yokohama

    สำหรับวงการเบียร์ญี่ปุ่นนั้นจะมีเจ้าใหญ่ๆอยู่ 4 เจ้าคือ Asahi, Sapporo, Suntory และ Kirin ทริปเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโรงงานของ Kirin 1 ใน 4 ของเบียร์เจ้าใหญ่ที่เมืองโยโกฮาม่าครับ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงจากสถานี Shinjuku ลงที่สถานี Namamugi แล้วเดินต่ออีกหน่อยก็จะถึง Kirin Beer Village ครับ มาถึงเราก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะมาทัวร์โรงงาน ในเว็บไซต์เขียนว่ามี 6 รอบต่อวัน (10.30,11.30,12.30,13.30,14.30,15.30) รอบที่ผมไปนั้นมีคุณลุงคุณป้าเยอะเลย ตามพวกโรงเบียร์ โรงงานอะไรที่มีทัวร์อย่างนี้ มักจะเจอคุณลุงคุณป้าเป็นประจำ เหมือนว่าแกก็มาเที่ยวพักผ่อน ทัวร์ตามสถานีที่ต่างๆ เป็นการผ่อนคลายครับ พอถึงเวลาก็มีพนักงานสาวมาอธิบายคร่าวๆ ว่าทัวร์จะใช้เวลาประมาณ 70 นาที แล้วก็เล่าประวัติ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทางโรงงานจะมีแจกเป็นเอกสารอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้ครับ ถึงเค้าจะอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นเราก็พอรู้เรื่องได้ เพราะก้มหน้าก้มตาอ่านคำอธิบายตาม เอกสารบรรยายค่อนข้างละเอียดเลยครับ

  • |

    Karakuri คราฟท์เบียร์และสาเกบาร์เสิร์ฟคู่โอเด้ง สถานี Kanda โตเกียว

    ร้านคราฟท์เบียร์ร้านสุดท้ายของทริปโตเกียวเมื่อปี 2020 ผมออกจากร้าน Menya Musashi นั่งรถไฟตามเพื่อน ไปยังสถานี Kanda ใช้เวลาจาก Shinjuku ประมาณ 20 นาทีครับ จุดหมายคือร้านชื่อ Karakuri อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 250 เมตรเท่านั้น โดยตัวร้านจะอยู่ชั้นใต้ดินครับ เปิดประตูเข้าไปลูกค้าแน่นๆ บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นๆ ที่นี่ขายเครื่องดื่มหลากหลายชนิดทั้งคราฟท์เบียร์ สาเก และ Natural Wine และที่สำคัญที่ทำให้พวกเราอยากมาก็คือทางร้านมีกับแกล้มเป็นโอเด้งครับ นอกจากโอเด้งก็มีกับแกล้มเล็กๆ อย่างอื่นขายด้วย

  • |

    New Kayaba ร้านกินดื่มได้อารมณ์คนท้องถิ่นซ่อนตัวอยู่หลังโรงรถ สถานี Kayabacho โตเกียว

    จบร้านหม้อไฟ Toyodaya กลุ่มของเราแบ่งกันเป็นกรุปเล็กๆ แยกกันเที่ยว ผมติดสอยห้อยตามไปกับทีมเบียร์จ๋าอีกหนึ่งร้านครับ อยู่แถวสถานี Kayabacho ครับ ที่นี่มีชื่อว่า New Kayaba ครับ เป็นร้านกินดื่มพร้อมกับแกล้มต่างๆ ฟังดูเหมือนจะเป็นร้านธรรมดาๆ แต่ร้านนี้ไม่ธรรมดาครับ คือพอมาถึงหน้าร้านก็จะงงๆ หน่อยว่ามีร้านอยู่จริงรึเปล่า เพราะด้านหน้าร้านเป็นเหมือนโรงจอดรถของบ้านคนปกติ หลังรถถึงจะมีประตูทางเข้าร้านครับ พอเข้ามาบรรยากาศนี่อื้ออึงเลย ลูกค้าเยอะมาก  ส่วนใหญ่ดูเป็นพนักงานออฟฟิศประมาณอย่างนี้ ไม่มีเก้าอี้เป็น บาร์ยืนทั้งร้าน

  • |

    Yona Yona Beer Works สาขา Kanda – Tokyo

    สำหรับแบรนด์เบียร์ญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดในไทยก็จะมี Hitachino, Baird, Kagua, Coedo แล้วก็ Yona Yona (YO-HO) เจ้านี้นี่หละครับ ตัวที่เอาเข้ามาขายในไทยที่คุ้นๆ ตา คือ ตัว Pale Ale, Aooni IPA, Tokyo Black แล้วก็ตัว Wit ที่กระป๋องเป็นรูปแมว ทีนี้ที่โตเกียวนี่แบรนด์นี้เค้าก็มีบาร์เป็นของตัวเองด้วย มีอยู่ 3 สาขา กระจายตามที่ต่างๆ สาขาที่ผมได้ไปลองนั่งดูคือสาขา Kanda ครับ ตัวร้านนี่ติดบันไดสถานีรถไฟ metro เลยครับ วันที่ไปนี่คนแน่นร้าน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ คุยกันเสียงดัง ร้านไม่ต้องเปิดเพลงเลย ผมได้นั่งริมผนังฝั่งซ้ายมือครับ นั่งๆ อยู่นี่กลิ่นอาหารโชยมาตลอด หอมมากๆ สุดท้ายเลยลองสั่งไก่จานดังของร้านมาลองซะหน่อย


แสดงความคิดเห็น