ยุโรป

  • |

    BRUS บาร์ของคราฟท์เบียร์แบรนด์ To Øl Copenhagen

    คราฟท์เบียร์เจ้าดังอีกหนึ่งแบรนด์ของ Denmark นอกจาก Mikkeller ก็คือ To Øl ซึ่งสองแบรนด์นี้ก็จะดีสนิทสนมกลมเกลียวกันดี ออกงานด้วยกัน มีร้านร่วมกัน (Mikkeller & Friends) เบียร์ที่ทำก็เป็นแบบยิปซีเหมือนกัน (ไม่มีโรงต้มเป็นของตัวเอง) ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า แท้จริงแล้ว Tobias Emil Jensen และ Tore Gynther (To Øl) เป็นลูกศิษย์ของ Mikkel (Mikkeller) ที่โรงเรียน Det Fri ใน Copenhagen ทั้ง 3 คนเคยคุยกันว่าทำไมมันมีแต่เบียร์โบราณๆ แบบเดิมๆ ที่น่าเบื่ออยู่มาเป็น 100 ปีแล้ว ไม่มีอะไรแปลกๆ ตื่นเต้นๆ บ้างเลย สุดท้ายก็เลยลงมือทำเบียร์แบบ Homebrew โดยต้มกันมันในห้องครัวโรงเรียนนี่หละครับ แต่ก็ต้มกันช่วงกลางคืน 4 ทุ่ม ถึง 6 โมงเช้า นี่มาเรียนหรือมาต้มเบียร์กันวะ จากนั้นก็อย่างที่รู้กันว่า Mikkeller ก็ดังในระดับสากลในปี 2006…

  • Mikkeller & Friends คราฟท์เบียร์บาร์ Copenhagen

    ร้าน Mikkeller ที่เป็นบาร์ใน Copenhagen นอกจากที่ Viktoriagade ยังมีที่นี่อีกหนึ่งสาขาครับ โดยสาขานี้จะเป็น mikkeller & friend ซึ่งแปลว่ามียี่ห้ออื่นๆ มาแจมด้วย หลักๆ ก็จะมี To Øl และ 3 Floyds เบียร์สดก็เลยมีมากถึง 40 แทป ต้องแบ่ง tap wall แยกเป็นสองฝั่งเลยครับ สำหรับบรรยากาศก็คนแน่นร้านเช่นกัน แต่สาขานี้กว้างและมีหลายห้องเลยดูหลวมๆ สบายๆ กว่า การตกแต่งก็เป็นไม้ๆ พาสเทล สไตล์ scandinavian เช่นเคย ตัวร้านนี้อยู่บนถนน Stefansgade การเดินทางใช้วิธีนั่งรถบัสมาจะสะดวกสุดครับ ลงฝั่งถนน Borups Allé หรือ Nørrebrogade แล้วเดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึง

  • |

    Fermentoren คราฟท์เบียร์บาร์ Copehagen

    ร้าน Fermentoren อยู่ในโซน Meatpacking District ไม่ไกลจากจากร้าน Warpigs หรือถ้าเดินมาจากสถานี Copenhagen Central Station ก็เพียงแค่ 750 เมตร เดินราวๆ 10 นาทีครับ ตัวร้านเหมือนลงมาเป็นชั้นใต้ดินนิดๆ จากถนนลงมาประมาณครึ่งชั้น มีโต๊ะอยู่นอกร้านเยอะพอสมควร วันที่ไปเป็นหัวค่ำวันศุกร์ โต๊ะแน่นเลยครับ พอเข้ามาข้างในก็สลัวๆหน่อย คนเต็มร้านเลย มีเบียร์สดเสิร์ฟ 24 แทป โดยร้านนี้จะมียี่ห้อโลคอลอื่นๆ นอกจากเจ้าดังอย่าง Mikkeller เสิร์ฟครับ เป็นยี่ห้อที่ไม่คุ้นหูคุ้นตาหน่อย แล้วก็ยังมีแบรนด์จากต่างประเทศอย่างอเมริกามาผสมๆด้วย

  • | |

    Ramen to Biiru กินราเม็ง จิบคราฟท์เบียร์ Copenhagen

    ดูแปลกๆ หน่อยที่จะมาทานราเม็งกันที่ Copenhagen แต่ร้านนี้พิเศษเพราะเป็นร้านราเม็งที่เปิดโดย Mikkeller แบรนด์เบียร์เจ้าดังของเดนมาร์กนั่นเองครับ ร้านมีทั้งหมด 2 สาขาคือ nørrebro และ vesterbro สาขาที่ผมไปลองคือ nørrebro ครับ สำหรับชื่อร้านนั้นก็ตรงๆ ตัว ramen to biiru ราเม็ง โต๊ะ บิหรุ ภาษาไทยก็แปลได้ว่า ราเม็งและเบียร์ครับ ตัวร้านนั้นเค้าพยายามเลียนแบบบรรยากาศร้านราเม็งที่ญี่ปุ่นมา โดยวิธีการสั่งก็คือให้กดคูปองจากตู้ จะใส่ไข่เพิ่มก็กดมาด้วย แต่ต่างจากของจริงคือ ยังไม่ต้องใส่เงิน กดเอาคูปองไปจ่ายเงินด้านในครับ

  • | |

    Warpigs Brewpub บาร์บีคิวและคราฟท์เบียร์ Copenhagen

    ร้าน Warpigs Brewpub เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ Mikkeller และ 3 Floyds ทำเป็น Brewpub ที่มีอาหารรมควันสไตล์ Texas เป็นหลัก แล้วก็มีเบียร์ตัวที่ต้มที่นี่เสิร์ฟแบบสดพร้อมกับแบรนด์อื่นๆ รวม 20 แทป ร้านอยู่ในโซนที่ชื่อว่า Meatpacking District ครับ ไม่ไกลจากสถานี Copenhagen Central Station คือเดินประมาณ 700 เมตร แล้วก็ไม่ไกลจากร้าน Mikkeller Bar ด้วยครับ ประมาณ 550 เมตรเท่านั้นเอง ตัวร้านเป็นห้องยาวๆ มีกระจกใสเห็นข้างใน ตัวอาคารเคยเป็นโรงเชือดมาก่อน คือบริเวณนี้เคยเป็นย่านซื้อขายเนื้อสัตว์ก็เลยมีชื่อว่า Meatpacking District ซึ่งบริเวณรอบๆ ก็จะมีร้านอาหาร เท่ๆ สวยๆ อยู่หลายร้านเลย

  • |

    Mikkeller Bar สาขาดั้งเดิม Copenhagen

    จากที่เคยได้ไป Mikkeller Bar ที่ เอกมัย โตเกียว และ สิงคโปร์ ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ไปสาขาดั้งเดิมที่ Copenhagen ประเทศ Denmark ครับ โดยได้ไปในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เองครับ ตัวร้านอยู่บนถนน Viktoriagade ไม่ไกลจากสถานีรถไฟหลักของเมือง Copenhagen Central Station เดินแค่ 400 เมตรเท่านั้น ร้านอยู่ในชั้นล่างของตึก ต้องเดินบันไดลงไปประมาณครึ่งชั้น ขนาดร้านค่อนข้างเล็กมีห้องใหญ่ 1 ห้อง ซึ่งก็ไม่ใหญ่มาก แล้วก็ห้องเล็กๆ อีก 2 ห้อง คนแน่นตั้งแต่หัวค่ำ พอยิ่งดึกยิ่งแน่น บรรยากาศร้านก็แต่งแบบคลีนๆ สบายๆ สไตล์สแกดิเนเวียน เพลงฟังกี้คลอเบาๆ (อ่านประวัติของแบรนด์ mikkeller ได้ที่นี่)

  • Tour Eiffel (หอไอเฟล) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 12 (ตอนจบ)

    แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางทริปนี้ กำหนดการของวันนี้ก็คือขึ้น หอไอเฟล สัญลักษณ์สำคัญของกรุงปารีสและประเทศฝรั่งเศส เสร็จแล้วก็เดินทางไปชอปปิ้งที่ La Vallée Village outlet ขนาดใหญ่นอกตัวเมือง จากนั้นก็จะไปสนามบิน Charles de Gaulle เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย ชื่อของหอไอเฟล มาจาก กุสตาฟ ไอเฟล สถาปนิกผู้ออกแบบ สร้างเสร็จเมื่อปี 1889 มีความสูง 324 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น และครองอันดับหนึ่งยาวนานถึง 41 ปี จนมาเสียตำแหน่งให้ตึกไครสเลอร์ที่นิวยอร์คในปี 1930 จำนวนผู้เยี่ยมชมตั้งแต่เปิดมามีมากกว่า 200 ล้านคนแล้ว นับเป็นสถานที่ที่มีคนมาเที่ยวชมต่อปีสูงที่สุดในโลก สำหรับหอไอเฟลนั้นทริปที่แล้วเรามาแค่ถ่ายรูป ไม่ได้ขึ้นไปข้างบนข้าง มาคราวนี้โชคดีได้ขึ้นไปชมวิว ถ่ายรูปกรุงปารีสจากมุมสูง โดยตั๋วขึ้นชมน่าจะจองมาจากทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งถ้าไม่ได้จองมาจะต้องเข้าแถวประมาณ 45-60 นาที ลิฟต์ขึ้น 2 ต่อ โดยรอบแรกจะขึ้นจากขา ขึ้นเป็นเหมือนกระเช้าเอียงๆตามโครงของขา พอมาถึงก็จะขึ้นลิฟต์ปกติ ไปยังส่วนบนของหอ (ข้อมูลจากวิกิพิเดีย)

  • Musée du Louvre (พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 11

    ใกล้จะจบทริปแล้วครับ วันนี้เราอยู่ในกรุงปารีส ไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) พิพิธภัณฑ์ชื่อดังระดับโลก เปิดให้เข้าชมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1793 หรือราว 220 ปี เดิมทีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นพระราชวังหลวงในสมัยราชวงศ์กาเปเซียง ที่นี่มีงานศิลปะอยู่มากกว่า 35,000 ชิ้น ชิ้นที่มีชื่อเสียงก็เช่นรูป Mona Lisa ของ Leonado Da Vinci หรืองานประติกรรมกรีกโบราณ วีนัส เป็นต้น เราไปดูโดยมีไกด์ท้องถิ่นคนเดียวกับที่พาเดินในแวร์ซายเมื่อวาน ชื่อพี่อะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ 90% ของทัวร์ไทยที่ไปก็จะได้เจอพี่คนนี้แหละครับ พี่เค้าเป็นคนลาว แต่พูดไทยได้ชัดเจน เป็นไกด์อยู่ฝรั่งเศสมาน่าจะเป็นสิบปี ซึ่งพี่เค้าก็จะพาเดินดูไฮไลท์ต่างๆ เพราะเวลาไม่พอให้เราเดินเอ้อระเหยลอยชาย (ข้อมูลพิพิธภัณฑ์คัดลอกมาจากวิกิพีเดียครับ)

  • Versailles (พระราชวังแวร์ซาย) – ยุโรป 2013 ตอนที่ 10

    วันที่ 10 ของทริปนี้ วันนี้เราออกมานอกเมือง มายังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของฝรั่งเศส นั่นก็คือ พระราชวังแวร์ซาย หรือ Château de Versailles ในภาษาฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซาย อยู่ในเมืองแวร์ซาย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส โดยตัวเมืองอยู่ห่างจากใจกลางกรุงปารีสไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 17.1 กิโลเมตร เราเดินทางมาด้วยรถทัวร์ แต่ถ้าเดินทางมาเองจากใจกลางเมืองก็สามารถมาได้ทางรถไฟ พระราชวังแวร์ซายเริ่มก่อสร้างในปี 1661 เสร็จในปี 1688 โดยแรกเริ่มในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 นั้นเป็นเพียง กระท่อมล่าสัตว์ขนาดไม่ใหญ่ แต่พอมาถึงสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้มาสร้างขึ้นเป็นพระราชวังขนาดใหญ่ ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นหินอ่อนสีขาว นอกจากตัววังแล้ว สวนของพระราชวังใหญ่ก็มีขนาดใหญ่มโหฬารเช่นกัน (ตอนนี้รูปเยอะหน่อยนะครับ)